อีวี ไพรมัส โชว์ วู่หลิง บิงโก อีวี โค้งสุดท้ายก่อนเปิดราคาวันที่ 8 กค. นี้ ในงาน Fast Auto Show Thailand 2024


• 41 ดีลเลอร์ทั่วประเทศ พร้อมร่วมเปิดตัว วู่หลิง บิงโก อีวี ในวันที่ 8 กค. ด้วยราคาและโปรโมชั่นสุดพิเศษสำหรับ 1,000 คันแรก
• ยืนยันความชัดเจนในการสร้างความแตกต่างด้านผลิตภัณฑ์สำหรับแบรนด์ WULING รุ่น Air EV และ BINGUO EV ที่เตรียมจะเปิดตัว
• สุดพิเศษสำหรับลูกค้าในงาน Fast Auto Show Thailand 2024 รับส่วนลดสูงสุด 20,000 บาท
บริษัท อีวี ไพรมัส จำกัด ผู้จัดจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าแบบมัลติแบรนด์ (Multi-Brand EV Distributor) แห่งแรกของไทย และเป็นผู้จัดจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้า วู่หลิง (WULING) แต่ผู้เดียวในประเทศไทย (Sole Distributor) ตอกย้ำความมั่นใจให้กับลูกค้าในงาน Fast Auto Show Thailand 2024 ในงานนี้ ทาง อีวี ไพรมัส ได้นำรถ วู่หลิง แอร์ อีวี และ วู่หลิง บิงโก อีวี มาแสดงเพื่อเปิดโอกาสให้ลูกค้าได้สัมผัสกับตัวรถจริงก่อนจะมีพิธีเปิดตัวพร้อมราคาและโปรโมชั่นสุดพิเศษอย่างเป็นทางการในวันที่ 8 กรกฎาคมนี้ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์
นายพิทยา ธนาดำรงศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อีวี ไพรมัส จำกัด เปิดเผยว่าในงาน Fast Auto Show Thailand 2024 นอกจากเผยโฉม วู่หลิง บิงโก อีวี แล้ว บริษัทฯ ยังแสดงความชัดเจนในการทำตลาด วู่หลิง แอร์ อีวี ตอกย้ำกลยุทธ์การสร้างความแตกต่างด้านผลิตภัณฑ์ โดยจะมีการทำตลาดอย่างต่อเนื่องทั้งสองรุ่น อีกทั้งยังจะมีการขยายเครือข่ายโชว์รูมการขายและบริการหลังการขายจากเดิม 33 รายมาเป็น 41 ราย เพื่อรองรับยอดขายที่มากขึ้นในอนาคตอันใกล้
“บริษัทได้มุ่งเน้นกลยุทธ์การสร้างความแตกต่างด้านผลิตภัณฑ์ ซึ่งเห็นได้ชัดในความเป็นเอกลักษณ์ของ Air EV ด้วยยอดขายกว่า 1,000 คัน และ การออกแบบในลักษณะ RETRO ของ BINGUO EV ที่กำลังจะเปิดตัวมาตลอด ทั้งนี้ กระแสข่าวสงครามราคา ได้สร้างแรงกระเพื่อมในตลาด สร้างความสนใจให้กับผู้ที่ต้องการซื้อรถอีวีมาใช้เป็นคันแรกของบ้านจำนวนมากให้หันมาให้ความสนใจกับรถไฟฟ้าในราคาช่วง 500,000 บาท ส่งผลให้ตลาดในช่วงราคานี้มีขนาดที่ใหญ่ขึ้น ซึ่งค่ายวู่หลิงเองจะตั้งใจทำราคาให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคให้ได้มากที่สุด เพื่อตอบรับความสนใจในช่วงระยะนี้ เตรียมพบกับราคาเปิดตัวและโปรโมชั่นสุดพิเศษในวันที่ 8 กรกฎาคมที่จะถึงนี้” นายพิทยา กล่าว
วู่หลิง บิงโก อีวี เป็นรถยนต์ไฟฟ้า 100% ที่เหมาะกับครอบครัวคนรุ่นใหม่ เน้นการใช้งานในเมืองเป็นหลัก ด้วยขนาดตัวรถ ความยาว 3,950 มม. ความกว้าง 1,708 มม. ความสูง 1,580 มม. ระยะฐานล้อ 2,560 มม. โดยจะเปิดตัว 2 รุ่นคือ Standard Range 333AC และ Standard Range 333DC
Standard Range 333AC และ Standard Range 333DC มาพร้อมกับขุมพลังมอเตอร์ไฟฟ้ากำลัง 31.9 kW หรือ 68 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 150 นิวตันเมตร แบตเตอรี่ความจุ 31.9 kWh ชาร์จไฟเต็มวิ่งได้ระยะทางไกลสุด 333 กม. ทำความเร็วสูงสุดที่ 120 กม./ชม. โดยในรุ่น Standard Range 333DC รองรับการชาร์จกระแสตรง DC ซึ่งใช้ระยะเวลาการชาร์จจากแบตเตอรี่จาก 30% ถึง 80% เพียง 30 นาที อีกทั้งยังรองรับการชาร์จไฟฟ้ากระแสสลับ AC ที่ 7kw ต่อชั่วโมง ที่จะชาร์จไฟเต็มในเวลา 4.5 ชม.
ในงาน Fast Auto Show Thailand 2024 นอกจากลูกค้าจะได้สัมผัสกับรถ วู่หลิง บิงโก อีวี อย่างใกล้ชิดแล้ว อีวี ไพรมัส ได้จัดโปรโมชั่นพิเศษสำหรับลูกค้าที่จองรถ วู่หลิง แอร์ อีวี ด้วยข้อเสนอรับส่วนลดพิเศษสูงสุด 20,000 บาท
รถยนต์ไฟฟ้า วู่หลิง แอร์ อีวี นั้น มีระยะวิ่งสูงสุด 300 กิโลเมตร ทำให้ลูกค้าสามารถใช้รถได้ 2-3 วันก่อนต้องชาร์จไฟ มีอัตราสิ้นเปลืองที่กิโลเมตรละ 35 สตางค์ ไม่กินไฟสูงระหว่างรถติด ด้วยขนาดกะทัดรัดทำให้หาที่จอดรถได้ง่ายขึ้น เชื่อว่ารถยนต์ไฟฟ้า วู่หลิง แอร์ อีวี นั้นจะสามารถแก้ Pain Point ของคนใช้รถในเมืองได้อย่างสมบูรณ์ ขับง่าย (Easy Drive) และเพิ่มความสะดวกสบายในชีวิตประจำวัน (Easy Life) แบ่งเบาภาระด้านค่าเดินทาง และ มีเทคโนโลยีเสริมความสนุกสนานในการใช้รถ ได้เป็นอย่างดี
WULING AIR EV ปัจจุบันมี 2 รุ่นคือ Standard Range และ Long Range โดยเป็นรถซิตี้ อีวี 4 ที่นั่ง 3 ประตู รถทั้ง 2 รุ่น ตัวรถมีขนาดความยาว 2,974 มม. ความกว้าง 1,505 มม. และความสูง 1,631 มม. ความจุของแบตเตอรี่สำหรับรุ่น Standard Range 17.3 kWh สามารถวิ่งได้ 200 กม. ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง 8 ชั่วโมง และรุ่น Long Range ความจุของแบตเตอรี่ 26.7 kWh สามารถวิ่งได้ 300 กม. ต่อการชาร์จแบบ AC 6.6 kw 1 ครั้ง 4 ชั่วโมง ในรุ่น Long Range มี Application ควบคุมการทำงานของรถได้จากระยะไกล อาทิเช่น ล็อค-ปลดล็อครถ ปรับกระจกขึ้น-ลง เปิด-ปิดแอร์ เช็คสถานะแบตเตอรี่ ระยะทางที่วิ่งได้ และ ตำแหน่งรถ
สำหรับราคาเริ่มต้นของรุ่น Standard Range 425,000 บาท ด้วยเงื่อนไขการรับประกันตัวรถและแบตเตอร์รี่ 3 ปีหรือ 50,000 กิโลเมตร และรุ่น Standard Range Extended ราคา 455,000 บาท ด้วยเงื่อนไขการรับประกันตัวรถ 3 ปีหรือ 100,000 กิโลเมตร และการรับประกันแบตเตอร์รี่ 8 ปี หรือ 120,000 กิโลเมตร บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง 2 ปี กรมธรรม์ชั้นหนึ่งของวิริยะประกันภัย ฟรีกระจกแบบ Tinted Privacy Glass จากโรงงาน ฟรี Charging Socket พร้อมเบรกเกอร์และชุดซ่อมยางอัตโนมัติ
ส่วนรุ่น Long Range ราคาเริ่มต้นที่ 465,000 บาท ด้วยเงื่อนไขการรับประกันตัวรถและแบตเตอร์รี่ 3 ปีหรือ 50,000 กิโลเมตร และรุ่น Long Range Extended ราคา 495,000 บาท ด้วยเงื่อนไขการรับประกันตัวรถ 3 ปีหรือ 100,000 กิโลเมตรและการรับประกันแบตเตอร์รี่ 8 ปีหรือ 120,000 กิโลเมตร บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง 2 ปีและกรมธรรม์ชั้นหนึ่งของวิริยะประกันภัย ฟรีกระจกแบบ Tinted Privacy Glass จากโรงงาน ฟรี Charging Socket พร้อมเบรกเกอร์และชุดซ่อมยางอัตโนมัติ และฟรีค่าบริการรายเดือนเชื่อมต่อ Wuling IoV Application เป็นระยะเวลา 3 ปี

STROM พลิกโฉมวงการมอเตอร์ไซค์ EV เปิดตัว Strom Racing Design (SRD)ที่ Bangkok Auto Salon 2024


STROM ตอกย้ำการเป็นผู้นำปรับแต่งรถมอเตอร์ไซค์ EV ให้เหมาะกับการใช้งานของทุกองค์กรมุ่งเน้นไปที่โลจิสติกส์ พร้อมตอบสนองผู้ที่สนใจแต่งรถสำหรับสนามแข่งอีกด้วย Strom Racing Design (SRD) เป็นครั้งแรกในงาน Bangkok Auto Salon 2024 จัดขึ้น ณ Challenger Hall 3, IMPACT เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 26-30 มิถุนายน 2567
SRD เป็นการผสานนวัตกรรมและเทคโนโลยีขั้นสูงในการแต่งรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า เพื่อเพิ่มสมรรถนะและความเร็วสูงสุด โดย SRD จะนำเสนอวิธีการแต่งรถที่ไม่เหมือนใคร รวมถึงการปรับแต่งที่เน้นไปที่พลังงานไฟฟ้าและการขับขี่ที่มีประสิทธิภาพ ในงานนี้ผู้เข้าร่วมงานจะได้สัมผัสกับกิจกรรมที่น่าตื่นเต้นมากมาย อาทิ
การปรับแต่งรถให้แรง (Power Tuning): ผู้เข้าร่วมจะได้รับชิ้นส่วนและอุปกรณ์ที่สามารถปรับแต่งได้ พร้อมมีผู้เชี่ยวชาญจาก STROM คอยให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด เพื่อเพิ่มสมรรถนะและความเร็วของมอเตอร์ไซค์ STROM
เวิร์คช็อป: จัดเวิร์คช็อปสำหรับผู้ที่สนใจเรียนรู้การปรับแต่งมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า โดยนักออกแบบและนักแต่งรถมืออาชีพ
โชว์เคส: แสดงมอเตอร์ไซค์ที่ได้รับการปรับแต่งจากนักออกแบบและนักแต่งรถมืออาชีพ ซึ่งมาพร้อมกับนวัตกรรมและเทคโนโลยีล่าสุดในการขับขี่ไฟฟ้า
หนึ่งในไฮไลท์สำคัญของงานคือ การโชว์ ในงานนี้เรายังมีโซนการจัดแสดงเทคโนโลยีของ STROM ที่แสดงความก้าวหน้าและนวัตกรรมในการออกแบบรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า ที่สามารถใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวันโดยเฉพาะในสภาวะน้ำท่วม ซึ่งเราได้นำรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าของ STROM คันจริง แบตเตอรี่จริง และอุปกรณ์พร้อมขับขี่จริง ลงแช่ในน้ำความสูงระดับน้ำมากกว่า 45 เซนติเมตร
นอกจากนี้ ยังมีการเปิดตัวรับทีมแข่ง STROM Racing Team ที่เตรียมลงสนามแข่งรถมอเตอร์ไซค์ EV ปลายปีนี้ ทีมแข่งของ STROM จะนำเสนอศักยภาพและความสามารถของมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าในระดับการแข่งขัน
ผู้เข้าชมงานสามารถพบกับ STROM บูธ B3 ในงาน Bangkok Auto Salon 2024 อย่าพลาดโอกาสในการสัมผัสนวัตกรรมและประสบการณ์ที่แตกต่างกับ STROM: PowerUpYourAdventure

เบนท์ลีย์ มอเตอร์ส ปล่อยทีเซอร์ New Continental GT Speed โฉมใหม่ พร้อมเปิดตัวมิถุนายนนี้

New Continental GT Speed โฉมใหม่ อัครยนตรกรรมเบนท์ลีย์ที่ทรงสมรรถนะที่สุด พร้อมเปิดตัว 25 มิถุนายนนี้ เวลา 16.00 น. (เวลาประเทศอังกฤษ) 22.00 น. (เวลาประเทศไทย)
Continental GT เจเนอเรชันที่ 4 เบนท์ลีย์รุ่นแรกกับเครื่องยนต์แบบ Ultra Performance Hybrid รุ่นใหม่ พละกำลังกว่า 782 แรงม้า แรงบิด 1,000 นิวตันเมตร
ประสิทธิภาพในการเดินทางด้วยพลังงานไฟฟ้ากว่า 80 กม. พร้อมอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ต่ำกว่า 50 ก./กม.
ความเร็วสูงสุด 335 กม./ชม. ยืนยันด้วยการทดสอบ “การบันทึกความเร็วใต้น้ำ” อย่างไม่เป็นทางการในอุโมงค์ถนนใต้ทะเลที่ยาวและลึกที่สุดในโลก

(ครูว์ 18 มิถุนายน 2567) เบนท์ลีย์ มอเตอร์ส ปล่อยทีเซอร์ New Continental GT Speed โฉมใหม่ เจเนอเรชันที่ 4 พร้อมเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 25 มิถุนายนนี้ เวลา 16:00 น. (ตามเวลาประเทศอังกฤษ) หรือ 22.00 น. (ตามเวลาประเทศไทย)

อีวี ไพรมัส อัพเกรดโชว์รูมทั่วประเทศ รองรับการเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นที่สองของแบรนด์ – วู่หลิง บิงโก อีวี (Wuling Binguo EV)



• แต่งตั้งดีลเลอร์เพิ่มอีก 8 แห่ง เป็น 41 แห่งครอบคลุมเพื้นที่ทั่วประเทศ
• ทุกดีลเลอร์เตรียมความพร้อมการเปิดตัว วู่หลิง บิงโก อีวี อย่างเป็นทางการในวันที่ 8 กรกฏาคมนี้
• จัดคาราวาน เดินสายทั่วประเทศ เยี่ยมเยียนโชว์รูมดีลเลอร์ พบปะลูกค้าเก่า AIR EV และ โปรโมท วู่หลิง บิงโก อีวี ในภูมิประเทศต่าง ๆ ก่อนเปิดตัวอย่างเป็นทางการ
บริษัท อีวี ไพรมัส จำกัด ผู้จัดจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้า วู่หลิง (WULING) แต่ผู้เดียวในประเทศไทย (Sole Distributor) เตรียมความพร้อมโค้งสุดท้ายก่อนเปิดตัวรุ่นที่สอง วู่หลิง บิงโก แต่งตั้งตัวแทนจำหน่ายเพิ่มอีก 8 ดีลเลอร์จาก 33 แห่งมาเป็น 41 แห่ง ครอบคลุมทุกพื้นที่บริการทั่วประเทศ ทุกดีลเลอร์มีการยกระดับมาตรฐานทั้งด้านสถานที่โชว์รูมและศูนย์บริการ พร้อมรองรับฐานลูกค้าที่จะมีมากขึ้นในอนาคตจากการเปิดตัวรถยนต์ วู่หลิง บิงโก  ในวันที่ 8 กรกฏาคมนี้ ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เวิร์ลด์

นายพิทยา ธนาดำรงศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อีวี ไพรมัส จำกัด เปิดเผยว่าการแต่งตั้งดีลเลอร์เพิ่ม พร้อมยกระดับมาตรฐานโชว์รูมทั่วประเทศครั้งนี้ เป็นการส่งสัญญานให้ตลาดและผู้บริโภคทุกคนถึงการทำตลาดรถยนต์ไฟฟ้า แบรนด์ WULING ในระยะยาวของ อีวี ไพรมัส โดยได้กำหนดรูปแบบของโชว์รูมให้ทันสมัยขึ้น สอดคล้องกับเทรนด์ อีวี และ ให้มีความพร้อมด้านบริการมากขึ้น โดยเพิ่มการอบรมด้านเทคนิคและการบริหารจัดการของศูนย์บริการและห้องอะไหล่ในโชว์รูม
จากการจำหน่ายรถยนต์ WULING AIR EV ซึ่งเป็นรุ่นแรกไปกว่า 1,000 คันในช่วงที่ผ่านมา ถือเป็นการพิสูจน์จุดยืนในการเป็นรถยนต์ไฟฟ้าไซส์ ECO ที่มีคุณภาพสูงของแบรนด์ WULING ได้เป็นอย่างดี ส่งผลให้ผู้จำหน่ายทุกรายมีความมั่นใจในคุณภาพรถยนต์แบรนด์ WULING มากขึ้น และ ลงทุนต่อไปพร้อมกับ อีวี ไพรมัส ในการอัพเกรดโชว์รูม เพื่อรองรับรถยนต์ไฟฟ้าแบรนด์ WULING อีก จำนวน 2 รุ่นที่จะเปิดในปี 2567 นี้
โดยปัจจุบัน Wuling มีเครือข่ายดีลเลอร์กระจายตามพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ ซึ่งพร้อมให้บริการให้กับประชาชน ดังนี้
กรุงเทพฯและปริมณฑล
บางบัวทอง – 02-103-1825
ตลิ่งชัน – 081-480-3435
สุวินทวงศ์ – 080-606-4606
ปทุมวัน – 092-264-2449
บางบอน – 086-331-8186
พระประแดง – 081-843-0239
กิ่งแก้ว – 095-056-4525
ปิ่นเกล้า – 02-434-3214-6
พระราม 2 – 081-826-4634
ดอนเมือง – 085-678-9579
ภาคกลาง
ลพบุรี – 080-834-7505
ราชบุรี – 061-142-6414
เพชรบุรี – 032-771697 กด 2
ภาคตะวันออก
ระยอง – 081-591-2733
ฉะเชิงเทรา – 081-141-2800
ภาคเหนือ
เชียงใหม่ – 081-714-4935, 090-656-2449
เชียงราย – 053-150-606
พิษณุโลก – 055-302-888, 088-902-0333
อุตรดิตถ์ – 055-411-555
นครสวรรค์ – 056-223-150, 088-274-5043
พิจิตร – 056–619-787, 088-274-5043
พะเยา – 054-482-372
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
อุดรธานี – 085-086-7777
ขอนแก่น – 085-086-7777
อุบลราชธานี – 090-521-4444
นครราชสีมา – 092-250-7755
ยโสธร – 090-555-9545
เลย –
ภาคใต้
สุราษฎร์ธานี – 081-536-7252
นครศรีธรรมราช – 088-790-6182
ทุ่งสง – 081-606-7157
พัทลุง – 088-790-6182
หาดใหญ่ – 088-790-6182
ตรัง – 092-289-6356
ปัตตานี – 081-000-0026
นราธิวาส – 087-087-9999

อย่างไรก็ตาม ระยะ 1 เดือนที่ผ่านมา อีวี ไพรมัส ได้จัดกิจกรรม คาราวานทั่วประเทศ โดยนำรถ วู่หลิง บิงโก อีวี ออกวิ่งเดินสายเยี่ยมดีลเลอร์ทั่วประเทศ ในสภาพถนนที่แตกต่างกันในแต่ละภูมิภาค เป็นระยะทางกว่า 1,500 กม. เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในสมรรถนะของรถ วู่หลิง บิงโก อีวี ว่าจะสามารถใช้งานได้จริงในทุกสภาพถนน 
“ตลอดระยะเวลา 1 เดือนที่เราจัดกิจกรรมนี้ เราพบว่าประชาชนและดีลเลอร์ให้ความสนใจวู่หลิง บิงโก อีวี เป็นอย่างมาก หลังจากที่ได้มีการชมสัมผัสรถอย่างใกล้ชิด พร้อมกับสอบถามรายละเอียดถึงข้อมูลของตัวรถและกำหนดการเปิดราคาอย่างเป็นทางการ และที่สำคัญคือดีลเลอร์ของเราในแต่ละจังหวัดรู้สึกมั่นใจในตัวรถยนต์ วู่หลิง บิงโก อีวี และพร้อมที่จะจัดกิจกรรมเปิดตัวไปพร้อม ๆ กับส่วนกลางที่กรุงเทพฯ ให้ประชาชนสามารถเข้ามาทดสอบและจองรถได้พร้อม ๆ กันทั่วประเทศในวันเปิดตัว” นายพิทยา กล่าว
วู่หลิง บิงโก อีวี ได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถันเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ ด้วยขนาดกะทัดรัดแต่ภายในกว้างขวาง มอบพื้นที่นั่งสบายสำหรับครอบครัว พร้อมห้องเก็บสัมภาระขนาดใหญ่ รูปลักษณ์ทันสมัยผสานดีไซน์     เรโทรคลาสสิก ประกอบกับสมรรถนะเหนือชั้นจากขุมพลังมอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูงสุด 50 kW หรือ 67 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 150 นิวตันเมตร ใช้แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนความจุ 31.9 kWh สามารถวิ่งได้ระยะทางสูงสุด 333 กม.ต่อการชาร์จเต็ม ทำความเร็วสูงสุด 120 กม./ชม. ควบคู่ไปกับห้องเก็บสัมภาระขนาดใหญ่ด้านท้ายสูงสุดถึง 790 ลิตรเมื่อพับเบาะอำนวยความสะดวกสบายแก่ผู้ใช้งานทุกเพศทุกวัย
วู่หลิง บิงโก อีวี มาพร้อมรูปลักษณ์ภายนอกสวยงามตามแนวคิด Timeless Retro Design ผสมผสานความทันสมัยและความคลาสสิกเข้าด้วยกันได้อย่างลงตัว โดดเด่นด้วยการตกแต่งด้วยไฟหน้า-หลังแบบ X-Shaped LED และดีไซน์ล้อแม็กซ์สุดล้ำสมัย มีให้เลือก 3 สีสันสุดคลาสสิกได้แก่ สีชานม (Milk Tea) สีฟ้ากาแล็กซี (Galaxy Blue) และสีเขียวมูส (Mousse Green)

“ไอ-มอเตอร์” เขย่าวงการรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า เปิดตัว  THUNDER : The Ultimate EV Bike 



ที่สุดของมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าหนึ่งเดียว พร้อมบุกตลาดอาเซียน MOU ผู้แทนจำหน่าย 5 ประเทศ หวังกวาดยอดขายทะลุ 12,000 คัน หรือประมาณ 770 ล้านบาท

บริษัท ไอ-มอเตอร์แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าอันดับ 1 ของไทย ภายใต้แบรนด์ “ไอ-มอเตอร์” เปิดตัว THUNDER : The Ultimate EV Bike  สุดยอดนวัตกรรมรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า ด้วยเทคโนโลยีโครงสร้างอัจฉริยะ “MPF Mark II” ที่แข็งแกร่ง เพิ่มสมรรถนะการขับขี่ในทุกสภาพถนน เทียบเท่ากับรถมอเตอร์ไซค์น้ำมัน ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์  ด้วยขุมพลังมอเตอร์  3,000 วัตต์  ที่จะพาคุณเดินทางไปได้ไกลกว่า 110 กม. ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง ทำความเร็วสูงสุด 80 กม./ชม. ปลอดภัยทุกการขับขี่ หยุดรถอย่างมั่นใจด้วยระบบเบรก CBS Proactive Suspension (Combined Breaking System) ตั้งเป้ายอดขาย 770 ล้านบาท พร้อมเดินหน้าบุกตลาดอาเซียน สิงคโปร์ เวียดนาม ฟิลิปปินส์ ลาว และศรีลังกา เพื่อปฏิวัติวงการรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าหนึ่งเดียวในไทย และอาเซียนที่ได้รับมาตรฐานอุตสาหกรรมยานยนต์ในระดับสากล

นายปรีชา ประเสริฐถาวร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไอ-มอเตอร์แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด เปิดเผยว่า ไอ-มอเตอร์ฯ เราเป็นบริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าอันดับ 1 ของไทย ภายใต้แบรนด์ “ไอ-มอเตอร์” มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าแบรนด์แรกของคนไทย ที่ผลิตจากโรงงานที่ได้รับการรับรองมาตรฐานการผลิตอันเป็นที่ยอมรับในอุตสาหกรรมยานยนต์หนึ่งเดียวในประเทศไทยและอาเซียน   โดยมีบริษัทแม่ คือ บริษัท นิวสมไทยมอเตอร์เวอร์ค จำกัด ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีในการผลิตชิ้นส่วนให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์รวมถึงมอเตอร์ไซค์แบรนด์ญี่ปุ่นมามากกว่า 60 ปี และบริษัท จินป่าว พรีซิชั่น อินดัสทรี่ จำกัด ผู้พัฒนาและผลิตซอฟต์แวร์ติดตั้งใน ไอ-มอเตอร์ รวมถึงในอุตสาหกรรมอากาศยานและยานยนต์มายาวนานกว่า 40 ปี ทำให้กลุ่มบริษัทพันธมิตรในเครือมีความพร้อมทั้งในด้าน Know-How, ทีม R&D ที่มีการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง, ทีมวิศวกรที่มีประสบการณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือ ความพร้อมด้านเทคโนโลยีและเครื่องจักรในการผลิตชิ้นส่วนต่าง ๆ ได้อย่างมีมาตรฐานและเป็นที่ยอมรับในระดับสากล

เราจะปฏิวัติวงการ “ทำให้รถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าที่มีจำหน่ายอยู่ในประเทศไทยและอาเซียน มีสมรรถนะในการขับขี่เทียบเท่ามอเตอร์ไซค์น้ำมัน พร้อมมาตรฐานการผลิต ชิ้นส่วน บริการหลังการขายพร้อมอะไหล่มาตรฐานที่ใช้ทดแทนกันได้ และความปลอดภัยตามมาตรฐานอุตสาหกรรมยานยนต์ในระดับสากล ด้วยราคาที่เหมาะสมเข้าถึงผู้ขับขี่ทุกกลุ่มซึ่งจะช่วยส่งเสริมและสนับสนุนให้มีผู้ใช้รถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าในตลาดมากยิ่งขึ้น”

นายปรีชา กล่าวอีกว่า ในปีนี้เราจะบุกตลาดอาเซียนเต็มรูปแบบ โดยมีการเซ็นสัญญากับผู้แทนจำหน่ายในประเทศสิงคโปร์ เวียดนาม ฟิลิปปินส์ ลาว และศรีลังกา และตั้งเป้าว่าภายใน 2 ปี  เราจะวิจัยและพัฒนามอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าออกสู่ตลาดอย่างน้อย 2-3 รุ่น และในปลายนี้เราเตรียมส่งรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า “ไอ-มอเตอร์” ออกจำหน่ายในประเทศกลุ่มยุโรปอีกด้วย

พร้อมกันนี้ เรายังเดินหน้าบุกตลาดมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง ด้วยการเปิดตัวรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ล่าสุด THUNDER : The Ultimate EV Bike  สุดยอดนวัตกรรมมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า โดยเราได้ออกแบบและพัฒนาโครงสร้างรถให้มีจุดศูนย์ถ่วง และการกระจายน้ำหนักของตัวรถอย่างมีเสถียรภาพ พร้อมโครงสร้าง “MPF Mark II” ที่แข็งแกร่ง ตอบสนองทุกไลฟ์สไตล์ สามารถขับขี่ได้ทุกสภาพถนน เทียบเท่ากับมอเตอร์ไซต์ที่ใช้น้ำมัน ชาร์จแบตเตอร์รี่เร็วขึ้นกว่า 3 เท่า มีให้เลือก 2 รุ่น คือ THUNDER  ราคาเริ่มต้น 59,000 บาท และ รุ่น THUNDER Croz ราคาเริ่มต้น 64,500 บาท โดยเรามีการรับประกันโครงสร้าง 10 ปี ,แบตเตอรี่ 5 ปี ,Body Parts 3 ปี ,ECU และมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ปี ,หน้าจอและชาร์จเจอร์ 1 ปี หรือ 50,000 กิโลเมตร พร้อมบริการหลังการขายด้วยทีมช่างมืออาชีพรับประกันอะไหล่แท้และราคาเดียวกันทั่วประเทศ

นายคมค์ปภัส จารุวิสินวงษ์ ผู้จัดการฝ่ายขายและการตลาด บริษัท ไอ-มอเตอร์แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด กล่าวถึงกลยุทธ์ในการทำตลาดของบริษัทฯ ว่า ไอ-มอเตอร์ มีเป้าหมายที่ต้องการผลิตรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าให้มีสมรรถนะเทียบเท่ากับรถมอเตอร์ไซค์น้ำมัน โดยให้ความสำคัญใน 3 ส่วนหลัก คือ

1. ผลิตภัณฑ์ ที่ได้การรับรอง และเป็นที่ยอมรับในตลาดสากล เช่น UNR136, R78, E-Mark, ISO 9001-2015 และการรับรองจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยให้ใช้โลโก้และคำว่า “Made in Thailand” ได้เป็นรายแรก และรายเดียวของไทย รวมถึงงานดีไซน์ที่เน้นความแตกต่างและสีสันที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร โดยเฉพาะฟังก์ชันการใช้งานที่ตอบโจทย์การขับขี่ในชีวิตประจำวัน เดินทางท่องเที่ยว และผู้ประกอบการที่ใช้ขนส่ง-บรรทุกสินค้าได้อย่างมั่นใจ

2. พันธมิตรทางธุรกิจ การสร้างความสัมพันธ์อันดีกับตัวแทนจำหน่าย และซัพพลายเออร์ทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงการให้ความสำคัญและความร่วมมือในการพัฒนาเพื่อความก้าวหน้าและประสบความสำเร็จไปด้วยกัน

3. ลูกค้า “Family Marketing” คือ กลยุทธ์ที่ ไอ-มอเตอร์ เลือกใช้ โดยเริ่มต้นตั้งแต่การผลิตสินค้าดีที่มีคุณภาพมาตรฐานระดับสากลตอบโจทย์การใช้งาน พร้อมบริการหลังการขายมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีและความประทับใจ สร้างการบอกต่อในกลุ่มผู้ใช้ด้วยกันเอง

นายคมค์ปภัส กล่าวอีกว่า เรามุ่งเน้นการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพมาตรฐานสากล เพื่อตอบโจทย์ทุกการใช้งาน รวมถึงบริการหลังการขายด้วยทีมงานมืออาชีพ เพื่อสร้างประสบการณ์ และความประทับใจในสินค้าและบริการ เพราะเราเชื่อว่า “หากเราสามารถผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ มีบริการหลังการขายที่ดี ลูกค้าก็จะบอกต่อและทำให้เกิดฐานลูกค้าใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นในทุก ๆ ปี”

“ในปี 2567 นี้ เราตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 12,000 คัน หรือ ประมาณ 770 ล้านบาท โดยจะแบ่งเป็นตลาดพรีเมียมประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ ตลาดแมส 80 เปอร์เซ็นต์ และมีสัดส่วนขายในประเทศประมาณ 85% และส่งออกไปต่างประเทศอีก 15%” นายคมค์ปภัส กล่าวสรุปในตอนท้าย

ผู้ที่สนใจมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าของ “ไอ-มอเตอร์” หรือ สนใจเป็นตัวแทนจำหน่าย สามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่ โทร.  0-855-396-070 หรือติดตามความเคลื่อนไหวต่าง ๆ ได้ที่
http://www.imotorthailand.com หรือ  http://www.facebook.com/imotorthailandbkk



วินฟาสต์ เปิดแผนส่งเสริม EV ในไทยและอาเซียน บทเรียนจากงาน Future Mobility Asia 2024



วินฟาสต์ ผู้ผลิตยานยนต์ไฟฟ้าครบวงจรมีความมุ่งมั่นในระยะยาวที่จะมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าอย่างยั่งยืนในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงที่กำลังเติบโตอย่างมาก เนื่องจากความสนใจของผู้บริโภคเพิ่มขึ้นและนโยบายสนับสนุนจากรัฐบาล  อย่างไรก็ตาม ภูมิภาคนี้ก็ยังคงเผชิญกับความท้าทายต่างๆ เช่น พื้นที่ในเมืองมีผู้คนหนาแน่นและการจราจรที่ติดขัด ประชากรที่มีระดับรายได้แตกต่างกัน อนาคตของการสัญจรอย่างยั่งยืนอยู่ที่     โซลูชันที่ตอบโจทย์ทั้งพื้นที่ในเมืองและชนบท 
ฮานา วู ซีอีโอของ วินฟาสต์ประเทศไทย กล่าวในงานประชุม Future Mobility Asia 2024 เมื่อเร็วๆ นี้ “ปรัชญาที่เน้นลูกค้าเป็นศูนย์กลางของวินฟาสต์เป็นกลยุทธ์การขยายธุรกิจทั่วโลกของเรา” หลายปีที่ผ่านมา ผู้ผลิตรถยนต์แข่งขันกันในด้านความสามารถทางวิศวกรรม สมรรถนะในการขับขี่และความ แต่ปัจจุบันภูมิทัศน์การแข่งขันได้เปลี่ยนไปแล้ว ประสบการณ์ของลูกค้ากลายเป็นสมรภูมิรบใหม่  ผู้ผลิตยานยนต์ไฟฟ้ารวมถึง 
วินฟาสต์เล็งเห็นกระแสนี้ ฮานา วู เน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นนี้ในการประชุม Future Mobility Asia โดยกล่าวถึงถึงความพยายามของบริษัทในการส่งเสริมให้เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นผู้นำด้านการขนส่งที่ยั่งยืนผ่านโซลูชันที่เป็นนวัตกรรมและเน้นลูกค้าเป็นศูนย์กลาง
“ในฐานะผู้มาใหม่ในตลาด EV ที่เติบโตอย่างรวดเร็วทั้งในระดับภูมิภาคและทั่วโลก วินฟาสต์พัฒนาขีดความสามารถของเราอย่างต่อเนื่องสร้างนวัตกรรมให้กับผลิตภัณฑ์ และสร้างกลยุทธ์ทางธุรกิจที่เหมาะสมสำหรับแต่ละตลาด ” ฮานากล่าว
แนวทางของ วินฟาสต์ นั้นชัดเจนในหลายๆ ด้าน ประการแรก บริษัทนำเสนอรถยนต์ไฟฟ้าที่หลากหลาย ตั้งแต่มอเตอร์ไซค์ไปจนถึง SUV และรถกระบะ เพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มตลาดต่างๆ สำหรับครอบครัวหนุ่มสาวที่ต้องการรถยนต์ในเมือง e-SUV รถ VF e34 มีขนาดกะทัดรัดและมีคุณสมบัติด้านความปลอดภัยขั้นสูง สำหรับผู้ที่อาศัยอยู่ในชนบทที่ต้องการรถยนต์ที่ทนทาน สามารถเลือกใช้รุ่น VF 5 ของ วินฟาสต์ ซึ่งมีระยะห่างจากพื้นสูงและมีความยืดหยุ่นในการใช้งานบนภูมิประเทศต่างๆ ลูกค้าที่ต้องการรถบรรทุกเพื่อการทำงานสามารถเลือกรถกระบะไฟฟ้า VF Wild ที่กำลังจะมาถึง ส่วนผู้ที่มองหารูปแบบการเดินทางที่สนุกสนานและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมสามารถเพลิดเพลินกับการขับขี่จักรยานไฟฟ้า VF DrgnFly
นอกจากนี้ วินฟาสต์ยังให้ความสำคัญกับนโยบายหลังการขาย โดยนำเสนอการรับประกันและบริการลูกค้าที่เหนือชั้น รวมถึงตลาดในประเทศไทย “สำหรับนโยบายหลังการขายและการรับประกัน เราให้คำมั่นว่าจะให้บริการลูกค้าอย่างดีเยี่ยม ด้วยการรับประกันเป็นเวลา 7-10 ปี/160,000-200,000 กม. ซึ่งเป็นระยะเวลาที่ยาวนานที่สุดในตลาดของประเทศไทย” ฮานา กล่าว
การบริการหลังการขายที่แข็งแกร่งมีความสำคัญต่อประสบการณ์ของลูกค้า  ความมุ่งมั่นของ วินฟาสต์ ที่มีต่อการมุ่งเน้นลูกค้าขยายไปไกลกว่าประเทศไทย ในอินโดนีเซีย  เพื่อให้การเป็นเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้าสามารถเข้าถึงได้ลดอุปสรรคที่อาจเกิดขึ้นในการนำมาใช้
ความร่วมมือเป็นสิ่งสำคัญ
แม้ว่าความต้องการรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะเพิ่มขึ้น แต่ก็มีอัตราการนำมาใช้ที่แตกต่างกันอย่างมากในแต่ละประเทศ ความหลากหลายของรถยนต์เพียงอย่างเดียวจะไม่สามารถแก้ปัญหานี้ได้ บริษัทต่างๆ ต้องลงทุนอย่างมากในโครงสร้างพื้นฐานการชาร์จเพื่อให้แน่ใจว่าลูกค้าทั้งในเมืองและชนบทสามารถเข้าถึงสถานีชาร์จเร็วได้อย่างสะดวก
วินฟาสต์ ตั้งใจจะมีส่วนร่วมในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าผ่านความร่วมมือกับ V-GREEN ซึ่งเป็นบริษัทที่ก่อตั้งโดย Pham Nhat Vuong ผู้ก่อตั้ง วินฟาสต์ ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในด้านนี้
คุณ Vu กล่าวว่า “ในขั้นต้น V-GREEN จะมุ่งเน้นไปที่การวิจัยพันธมิตรและสถานที่เพื่อจัดตั้งและขยายเครือข่ายสถานีชาร์จในตลาดโลกหลักของ วินฟาสต์ นอกจากนี้ V-GREEN จะร่วมมือกับผู้ให้บริการบุคคลที่สามเพื่อให้บริการชาร์จสำหรับเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้า วินฟาสต์”
เนื่องจากความซับซ้อนของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  จึงจำเป็นต้องใช้ประโยชน์จากความเชี่ยวชาญในท้องถิ่น วินฟาสต์ ได้ให้ความสำคัญกับการขยายเครือข่ายตัวแทนจำหน่ายในแต่ละตลาดเป้าหมาย  ประสบการณ์ในตัวแทนจำหน่ายยังคงเป็นหัวใจสำคัญในการตัดสินใจของผู้บริโภค การสร้างตัวแทนจำหน่ายที่แข็งแกร่ง วินฟาสต์ จึงได้รับความเข้าใจที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นเกี่ยวกับความต้องการของลูกค้า ซึ่งช่วยเพิ่มประสบการณ์รถยนต์ไฟฟ้าโดยรวมและส่งเสริมการนำรถยนต์ไฟฟ้ามาใช้ในวงกว้างมากขึ้น
“การขยายเครือข่ายการขายของเราไปยังเมืองใหญ่ๆ และมอบโซลูชันการเดินทางด้วยรถยนต์ไฟฟ้าที่ปลอดภัย สะดวก และชาญฉลาด การใช้ยานยนต์ไฟฟ้าในภาคการขนส่งของไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีศักยภาพที่จะเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจและดูแลรักษาสภาพสิ่งแวดล้อมในภูมิภาคนี้ บริษัทต่างๆ เช่น วินฟาสต์ กำลังปูทางไปสู่ระบบนิเวศรถยนต์ไฟฟ้าที่ยั่งยืนและสามารถเข้าถึงได้มากขึ้น ด้วยการส่งเสริมจิตวิญญาณแห่งความร่วมมือและให้ความสำคัญกับโซลูชันที่มุ่งเน้นลูกค้าเป็นศูนย์กลาง

AAS CARE THE AIR ร่วมกับ กทม. เพิ่มพื้นที่สีเขียว สร้างเครื่องฟอกอากาศ และเครื่องกรองฝุ่นควันธรรมชาติ.  

กรุงเทพฯ, บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด และบริษัทในเครือ นำโดย คุณวินธร  บุนนาค, คุณกมลินี  อินทรภูวศักดิ์, คุณอภิญญา  ชัยสันติกุลวัฒน์, คุณธิดาพร  ชาแสน  และตัวแทนพนักงาน ภายใต้โครงการ AAS CARE THE AIR มอบ “ต้นเสลา” ไม้ยืนต้นขนาดกลาง จำนวน 150 ต้น พร้อมไม้ค้ำยันและดินปลูก ให้กับสำนักงานเขตสวนหลวง โดยมี นายบัญชา สืบกระพัน ผู้อำนวยการเขตสวนหลวง ให้เกียรติรับมอบด้วยตัวเอง ทั้งนี้เพื่อเข้าร่วมโครงการปลูกต้นไม้ล้านต้น สร้างพื้นที่สีเขียว และกำแพงกรองฝุ่น ตามนโยบายของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และยังเป็นการสร้างภูมิทัศน์ที่สวยงามให้กับเส้นทางสัญจร โดยทางสำนักงานเขตสวนหลวงจะจัดสรรต้นไม้ที่ได้รับ ปลูก ณ เกาะกลางตลอดเส้นถนนพัฒนาการ (ตรงข้ามสถานีรถไฟหัวหมาก) และตามสมควรต่อไป

#aascaretheair

#aasgroup

#ปลูกต้นไม้ล้านต้น

#aaslookingafteryou

MOVE EV X สนับสนุนการใช้พลังงานสะอาด

MOVE EV X (มูฟ-อี-วี-เอกซ์) ธุรกิจขายและให้บริการสถานีเปลี่ยนแบตเตอรี่สำหรับรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า ร่วมสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาดในทุกภาคส่วน โดยสนับสนุนแบตเตอรี่มาตรฐานความปลอดภัย UN R136 (แบบ Swap ที่ตู้เปลี่ยนแบตเตอรี่ได้) ให้กับคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ ใช้ดัดแปลงรถมอเตอร์ไซค์เครื่องยนต์มาเป็นรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าที่ได้มาตรฐานความปลอดภัยและประหยัดพลังงาน เพื่อเข้าร่วมใน “การแข่งขันรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าดัดแปลงเพื่อธุรกิจแห่งอนาคต ครั้งที่ 3” ซึ่งคว้ารางวัลชนะเลิศ รุ่นประชาชน และรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 3 รุ่นมหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 26-27 เมษายน ที่ผ่านมา โดยมีคุณรัตชนก หวังเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท เดอะมูฟ ธันเดอร์ จำกัด (ที่ 1 จากซ้าย) ร่วมแสดงความยินดี ณ เอช เซม มอเตอร์ อยุธยา

เรนาสโซ มอเตอร์ เผยโฉม Lamborghini Urus SEซูเปอร์เอสยูวีปลั๊กอินไฮบริดรุ่นแรกของแบรนด์

ทรงพลังด้วยกำลังเครื่องรวม 800 CV วิ่งไกลถึง 60 กม. ในโหมดไฟฟ้า
พร้อมประสิทธิภาพและประสบการณ์การขับขี่ที่ดีที่สุดในคลาสตามแบบฉบับลัมโบร์กินี

กรุงเทพฯ 16 พฤษภาคม 2567 – บริษัท เรนาสโซ มอเตอร์ จำกัด ตัวแทนจำหน่ายรถยนต์
ลัมโบร์กินีอย่างเป็นทางการรายเดียวในประเทศไทย จัดงานเปิดตัว “Lamborghini Urus SE” ซูเปอร์เอสยูวีระบบปลั๊กอินไฮบริดรุ่นแรกของลัมโบร์กินี ท่ามกลางแขกผู้มีเกียรติและบุคคลสำคัญแถวหน้าของเมืองไทยร่วมงานมากกว่า 300 ท่าน ณ The Summer House บ้านปาร์คนายเลิศ โดย “Urus SE” นำเสนอดีไซน์รถยนต์แนวใหม่ เพิ่มประสิทธิภาพอากาศพลศาสตร์ เทคโนโลยีช่วยการขับขี่ที่เหนือชั้น และระบบส่งกำลัง 800 CV ที่ไร้คู่แข่ง ชูเวอร์ชัน PHEV (Plug-in Hybrid Electric Vehicle) เป็นรุ่นท็อปในตระกูล Urus ทั้งในด้านความสบาย ประสิทธิภาพ การปล่อยไอเสียสู่ชั้นบรรยากาศ และประสบการณ์ที่สนุกสนานในการขับขี่ ผสานหัวใจสำคัญทั้ง 2 ด้านของแบรนด์คือระบบการเผาไหม้และระบบไฟฟ้าเพื่อให้ได้แรงบิดและกำลังเครื่องสูงสุดอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ทำให้ Urus SE เป็นรถยนต์ที่มีความโดดเด่นที่สุดในรถยนต์คลาสเดียวกัน โดยสามารถลดการปล่อยไอเสียสู่ชั้นบรรยากาศได้มากถึง 80%

มร.ฟรานเชสโก้ สกาดาโอนิ ผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ออโตโมบิลิ ลัมโบร์กินี กล่าวว่า “ประเทศไทยถือเป็นตลาดที่สำคัญในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และผมรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้นำเสนอ Urus SE ให้แก่ แฟน ๆ ในประเทศไทย เพราะ Urus SE ได้นำเราเข้าสู่ยุคใหม่แห่งวิวัฒนาการรถยนต์ซูเปอร์เอสยูวีในช่วงการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบไฟฟ้า และยังเป็นก้าวสำคัญของลัมโบร์กินี ซึ่งผมเชื่อมั่นว่ารถยนต์รุ่นนี้จะสร้างนิยามใหม่ให้แบรนด์ของเราได้ก้าวไปอีกขั้น ตลอดจนร่วมปฏิวัติโลกยานยนต์ด้วยซูเปอร์เอสยูวี อันเป็นเอกลักษณ์ของเรา”

อภิชาติ ลีนุตพงษ์ ประธานกรรมการ บริษัท เรนาสโซ มอเตอร์ จำกัด ในฐานะตัวแทนจำหน่ายรถยนต์
ลัมโบร์กินีอย่างเป็นทางการรายเดียวในประเทศไทย กล่าวว่า “หลังจากลัมโบร์กินีได้เผยโฉม Urus SE พร้อมกันทั่วโลกในช่วงเวลาไม่ถึงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ในวันนี้นับเป็นโอกาสอันดีที่สาวกกระทิงดุในเมืองไทยจะได้ยลโฉม Urus SE คันจริงเป็นครั้งแรกอย่างใกล้ชิด ซึ่งเรามั่นใจว่า ยนตรกรรมรุ่นใหม่ล่าสุดนี้จะตอบโจทย์ทุกประสบการณ์การขับขี่และได้รับการตอบรับที่ดีจากแฟนๆลัมโบร์กินีทั่วประเทศอย่างแน่นอน”

ประสบการณ์การขับขี่ที่ไร้คู่แข่ง
Urus SE มอบประสบการณ์การขับขี่อันไร้คู่แข่งด้วยเครื่องยนต์ระบบปลั๊กอินไฮบริด ซึ่งเพิ่มประสิทธิภาพและพลศาสตร์ของยานยนต์ให้โลดแล่นได้อย่างเต็มกำลังบนทุกเส้นทางและการขับขี่ทุกรูปแบบ มอบทั้งแรงบิดและกำลังเครื่องสูงสุดในทุกรอบเครื่องยนต์ด้วยโซลูชันเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด อาทิ การใช้ระบบเวคเตอร์แรงบิดไฟฟ้าระหว่างเพลาทั้งสองและระบบเฟืองท้ายไฟฟ้า

“ภารกิจของโครงการนี้ แน่นอนว่าคือการนำเสนอประสิทธิภาพการขับขี่เหนือระดับที่ผสานกับลักษณะเด่นในดีเอ็นเอของแบรนด์ลัมโบร์กินี” มร.รูเว็น โมห์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคนิค ลัมโบร์กินี กล่าว “Urus SE ถูกกำหนดให้เป็นรุ่นท็อปของคลาส ทั้งในด้านความเพลิดเพลินของการเดินทางและพลศาสตร์การขับขี่ โดยเป็นรถยนต์ที่ผสานคุณสมบัติที่แตกต่างกันไว้อย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็นความสะดวกสบายที่สมบูรณ์แบบ และในขณะเดียวกันก็มอบสมรรถนะที่เหนือระดับและการขับขี่ที่สนุกสนานมากที่สุด เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ไม่มีรถยนต์รุ่นใดจะทำได้เทียบเท่า”

เครื่องยนต์ทวินเทอร์โบ V8 4.0 ได้ถูกนำมาพัฒนาใหม่เพื่อให้สามารถทำงานกับระบบส่งกำลังไฟฟ้าได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ทำให้มีกำลังเครื่องถึง 620 CV (456 kW) และแรงบิด 800 Nm โดยระบบสันดาปได้ถูกผสานเข้ากับระบบส่งกำลังไฟฟ้าเพื่อมอบกำลังเครื่อง 192 CV (141 kW) และแรงบิด 483 Nm และเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ทีมวิศวกรจึงให้ความสำคัญกับการปรับจูนการทำงานที่สอดคล้องกันระหว่างเครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) กับมอเตอร์ไฟฟ้า จนได้กำลังเครื่องสูงสุดที่ 800 CV พร้อมการันตีกำลังเครื่องเฉลี่ยดีที่สุดในทุก ๆ โหมดการขับขี่และสภาพพื้นผิวถนน พร้อมติดตั้งแบตเตอรีลิเทียม 25.9 kWh บริเวณใต้พื้นห้องเก็บสัมภาระด้านบนระบบเฟืองท้ายไฟฟ้า

มอเตอร์ซิงโครนัสชนิดแม่เหล็กถาวร (Permanent Magnet Synchronous Motor) ซึ่งติดตั้งอยู่ในระบบเกียร์อัตโนมัติ 8 ระดับสามารถช่วยบูสต์เครื่องยนต์สันดาป V8 และยังเป็นตัวสร้างแรงฉุดได้อีกด้วย ทำให้ Urus SE เป็นรถยนต์ขับเคลื่อน 4 ล้อด้วยระบบไฟฟ้า 100% ที่สามารถเดินทางได้ไกลกว่า 60 กม.เมื่อขับขี่ด้วยโหมดไฟฟ้า (EV Mode) เพียงอย่างเดียว

เทคโนโลยีใหม่ที่ถูกนำมาใช้ใน Urus SE เป็นครั้งแรกคือระบบเวคเตอร์แรงบิดไฟฟ้าตามแนวยาวรูปแบบใหม่ที่ติดตั้งไว้บริเวณกลางตัวรถ พร้อมคลัตช์อิเลกโตรไฮดรอลิกแบบมัลติเพลตซึ่งช่วยสร้างแรงบิดแปรผันระหว่างเพลาหน้าและเพลาหลังได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งทำหน้าที่ประสานการทำงานให้สอดรับกับเฟืองท้ายไฟฟ้าบนเพลาหลังอย่างราบรื่น     จะคอยกระจายแรงบิดเมื่อทำการเบรก ทำให้รถยนต์สามารถควบคุมอาการ oversteer ได้แบบ “on demand” เพื่อมอบสัมผัสอันเร้าใจเสมือนขับขี่รถยนต์สายพันธุ์สปอร์ตตัวจริง

ทั้งสองระบบที่กล่าวมา ได้รับการออกแบบและปรับจูนการทำงานให้เหมาะสมกับการยึดเกาะถนนทุกรูปแบบและทุกสไตล์การขับขี่ มอบแรงฉุดและการตอบสนองที่ฉับไวสูงสุด ไม่ว่าจะเป็นการพุ่งทะยานในสนามแข่งหรือวิ่งตะลุยไปบนเนินทราย พื้นน้ำแข็ง หรือทางดิน

Urus SE เป็นรถยนต์ที่โดดเด่นที่สุดในคลาสเดียวกันด้วยแรงบิดและกำลังเครื่องที่เหนือล้ำในทุกรอบเครื่องยนต์และทุกสภาพถนน โดยมอบกำลังเครื่องยนต์สูงสุดถึง 800 CV (588 kW) ที่ 6,000 รอบต่อนาทีและสามารถให้แรงบิดรวม 950 Nm ที่ 1,750 รอบต่อนาทีและสูงสุดที่ 5,750 รอบต่อนาที จึงมอบประสิทธิภาพสูงสุดในคลาสในทุกแง่มุมของการขับขี่ ผลลัพธ์อันน่าประทับใจนี้มาจากการปรับปรุงประสิทธิภาพด้านอัตราส่วนกำลังต่อน้ำหนักเครื่อง (Weight-to-Power Ratio) ที่ 3.13 kg/CV (เปรียบเทียบกับ 3.3 ในรุ่น Urus S) โดย Urus SE สามารถเร่งความเร็วจาก 0-100 กม./ชม.   ในเวลาเพียง 3.4 วินาที (Urus S ที่ 3.5 วินาที) และจาก 0-200 กม./ชม. ในเวลาเพียง 11.4 วินาที (Urus S ที่ 12.5 วินาที) สามารถทำความเร็วสูงสุดที่ 312 กม./ชม. (Urus S ที่ 305 กม./ชม.) ข้อมูลเหล่านี้ทำให้ SE เป็นรถยนต์ที่   ทรงพลังสูงสุดของตระกูล Urus และสร้างมาตรฐานใหม่ในกลุ่มรถยนต์ซูเปอร์เอสยูวี

งานออกแบบรถยนต์และอากาศพลศาสตร์
Urus SE คือการสร้างนิยามใหม่ให้กับงานออกแบบรถยนต์อันโฉบเฉี่ยวที่เปลี่ยนแนวคิดของดีไซน์เอสยูวีไปอย่างสิ้นเชิง พร้อมนำเสนอเส้นสายใหม่ที่สื่อถึงการอัปเกรดประสิทธิภาพระบบอากาศพลศาสตร์ได้อย่างชัดเจน

ดีไซน์ของ Urus SE สะท้อนถึงรูปทรงแบบพลศาสตร์ที่เน้นภาพลักษณ์ความเป็นรถสปอร์ตและความแข็งแกร่งบึกบึนได้อย่างโดดเด่น ส่วนหน้าหรูหราด้วยการออกแบบฝากระโปรงทรงใหม่แบบ Floating Design โดยลบเส้นสายที่เป็นตัวแบ่งส่วนต่าง ๆ ทิ้งไปเพื่อเสริมความรู้สึกลื่นไหลต่อเนื่องและเน้นย้ำถึงรูปทรงแบบนักกีฬา ชวนให้นึกถึงแนวคิดการออกแบบแนวใหม่ที่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในรุ่น Revuelto นอกจากนี้ ยังเสริมด้วยองค์ประกอบใหม่ ๆ อีกมากมาย ทั้งชุดไฟหน้าที่ใช้เทคโนโลยี Matrix LED ซึ่งเป็นดีไซน์ซิกเนเจอร์ใหม่ล่าสุดที่มีแรงบันดาลใจมาจากหางวัวกระทิงซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของแบรนด์ลัมโบร์กินีนั่นเอง ตลอดจนการออกแบบส่วนกันชนท้ายและตะแกรงหน้าใหม่ในทุกรายละเอียด

“การออกแบบและสัดส่วนของ Urus ยังคงสวยงามอย่างไม่มีสิ่งใดเทียบได้ และยังสะท้อนถึงความเป็นลัมโบร์กินีอย่างไร้ที่ติ” มร.มิตจา โบร์เคิร์ต ผู้อำนวยการฝ่ายการออกแบบ ลัมโบร์กินี กล่าว “ในขณะเดียวกัน Urus SE แสดงถึงวิวัฒนาการอันเปี่ยมเสน่ห์อย่างยิ่ง ซึ่งสอดคล้องกับปรัชญาการออกแบบระดับไอคอนิกที่ยอดเยี่ยมของเรา และที่สำคัญคือการมอบสัมผัสอันหรูหรายิ่งกว่าเดิมด้วยโปรแกรมการตกแต่งแบบ Ad Personam โดยเรานำแรงบันดาลใจมาจากรุ่น Revuelto พร้อมฝากระโปรงรถแบบ Floating เพื่อมอบเส้นสายที่สะอาดตาและรูปทรงส่วนหน้าที่แข็งแกร่งบึกบึน โดยระบบไฟหน้าที่ล้ำสมัยได้ผสานดีไซน์ซิกเนเจอร์แบบ DRL ไว้อย่างลงตัว การออกแบบส่วนท้ายให้ความสำคัญกับช่วงกว้าง ตกแต่งด้วยดิฟฟิวเซอร์แบบใหม่และปรับช่องติดป้ายทะเบียนรถให้มีระดับต่ำลง ดีไซน์ตะแกรงหลังนำ    แรงบันดาลใจมาจากรถยนต์ซูเปอร์สปอร์ตของลัมโบร์กินีอย่าง Gallardo สำหรับการออกแบบห้องโดยสารภายในยังคงสืบทอดปรัชญา “Feel like a pilot” เพื่อยกระดับปฏิสัมพันธ์ระหว่างนักขับและระบบดิจิทัลภายใน”

สำหรับการออกแบบส่วนท้าย มีการจัดสรรพื้นที่เก็บสัมภาระใหม่ทั้งหมดโดยนำรูปทรงที่ต่อเนื่องมาจากรุ่น Gallardo โดยผสานเส้นสายต่าง ๆ ได้อย่างกลมกลืน เชื่อมต่อชุดไฟท้ายด้วยดวงไฟรูปตัว “Y” และดิฟฟิวเซอร์หลังรูปแบบใหม่ซึ่งทำให้รถยนต์มีสัดส่วนคล้ายสปอร์ตมากยิ่งขึ้น ส่วนสปอยเลอร์ใหม่ยังทำงานร่วมกับดิฟฟิวเซอร์หลังในการช่วยเพิ่มแรงกดด้านหลังขณะวิ่งด้วยความเร็วสูงเพิ่มขึ้นถึง 35% เมื่อเปรียบเทียบกับรุ่น Urus S จึงเพิ่มเสถียรภาพในการขับขี่มากยิ่งขึ้น

ประสิทธิภาพด้านอากาศพลศาสตร์ได้ถูกยกระดับขึ้นด้วยการออกแบบท่อระบายลมที่ส่วนล่างตัวรถและท่อลมเข้าแบบปรับปรุงใหม่ พร้อมออกแบบช่องทางลมให้ต่อเนื่องมากขึ้นเพื่อลดความร้อนของชิ้นส่วนและเครื่องยนต์ได้ดีกว่าเดิม ซึ่งมีประสิทธิภาพมากกว่ารุ่น Urus เดิมถึง 15% การออกแบบส่วนหน้ายังผสานกับการเพิ่มประสิทธิภาพอากาศพลศาสตร์ด้านล่างเพื่อช่วยปรับปรุงการไหลเวียนของอากาศและระบายความร้อนให้กับระบบเบรก ซึ่งมีประสิทธิภาพการระบายความร้อนด้วยอากาศสูงขึ้นถึง 30% เมื่อเปรียบเทียบกับระบบเก่า

การตกแต่งรถยนต์ในสไตล์ของคุณ
Urus SE เสนอออปชันการตกแต่งที่เหนือชั้นที่สุดในรถยนต์คลาสเดียวกัน โดยมีทั้งล้ออัลลอยรุ่นอัปเดตใหม่พร้อมดีไซน์ Galanthus ขนาด 23 นิ้วเป็นรุ่นมาตรฐานพร้อมยาง Pirelli P Zero รุ่นใหม่ นอกจากนี้ ยังมีโทนสีตัวรถให้เลือกมากมายและออปชันการตกแต่งอีกมากกว่า 100 องค์ประกอบ พร้อมนำเสนอ 2 โทนสีใหม่ในวันเปิดตัว ทั้งโทนสี Arancio Egon (สีส้ม) ที่จับคู่กับการตกแต่งห้องโดยสารโทนสี Arancio Apodis (สีส้ม) และโทนสี Bianco Sapphirus (สีขาว) จับคู่กับการตกแต่งห้องโดยสารโทนสี Terra Kedros (สีน้ำตาลแดง)

ออปชันการตกแต่งภายในยังมอบทางเลือกคู่สีอีกกว่า 47 แบบและการเย็บตะเข็บตกแต่งถึง 4 สไตล์ (Q-citura stitching) พร้อมออปชันในโปรแกรมการตกแต่ง Ad Personam ที่ช่วยให้เจ้าของ Urus SE สร้างสรรค์รถยนต์ให้มีเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใครเพียงหนึ่งเดียวในโลก
ดีไซน์ห้องโดยสารภายใน
การตกแต่งภายในได้รับการอัปเดตใหม่ เพื่อขับเน้นดีไซน์ระดับซิกเนเจอร์ “Feel like a pilot” อันเป็นเสมือนดีเอ็นเอของลัมโบร์กินี โดยนำเสนอฟีเจอร์ใหม่มากมายบริเวณแผงหน้าปัดด้านหน้าและยกระดับภาพลักษณ์รถยนต์น้ำหนักเบาเหมือนกับในรุ่น Revuelto

หน้าจอขนาดใหญ่ 12.3 นิ้วซึ่งใหญ่กว่ารุ่นเดิม ถูกติดตั้งไว้บริเวณกลางแผงหน้าปัดและมอบการแสดงผลกราฟิก Human Machine Interface (HMI) เวอร์ชันใหม่ที่ใช้งานได้ง่ายดายและเป็นธรรมชาติมากขึ้นเหมือนที่พบได้ในรุ่น Revuelto ทีมนักออกแบบ Lamborghini Centro Stile ยังให้ความสำคัญกับการออกแบบท่อลม โดยตกแต่งด้วยวัสดุอลูมิเนียมเคลือบผิวในรูปทรงตัว “Y” อันเป็นเอกลักษณ์ และยังหุ้มส่วนบานตกแต่ง แผงหน้าปัด เบาะนั่งด้วยวัสดุใหม่ นอกจากนี้ ยังออกแบบแผงปุ่มกดแบบกลไกเพื่อให้ได้สัมผัสของการกดที่สมจริง

ผู้ขับยังสามารถใช้งานทั้งแผงควบคุมรวมแบบดิจิทัลขนาด 12.3 นิ้ว และจอทัชสกรีนขนาด 12.3 นิ้วที่กล่าวไว้ข้างต้น ซึ่งถูกรวมเข้าไว้ด้วยกันตรงกลางแผงหน้าปัดและยังเป็นเสมือนหัวใจหลักของระบบ Lamborghini Infotainment System (LIS) นอกจากนี้ ยังนำเสนอระบบวัดระยะสำหรับรุ่น SE และจอแสดงผลแบบใหม่ที่ทำงานสัมพันธ์กับระบบช่วยขับต่าง ๆ ช่วยให้ผู้ขับสามารถรับรู้สภาวะรอบด้านได้ดียิ่งขึ้น

สัมผัส 4 โหมดการขับขี่ที่แตกต่าง
แผงควบคุม “Tamburo” ถูกติดตั้งบริเวณกลางคอนโซลเพื่อให้ผู้ขับสามารถเลือกโหมดการขับขี่ที่แตกต่างกันได้อย่างง่ายดาย และด้วยการใช้ระบบส่งกำลังแบบไฮบริด เมื่อรวมโหมดการขับขี่ของ Urus ทั้ง 6 แบบเข้ากับการทำงาน Electric Performance Strategies (EPS) แบบใหม่อีก 4 แบบ ทำให้นักขับมีตัวเลือกทั้งหมดมากถึง 11 ออปชัน     โดยในรุ่นนี้ โหมดพื้นฐานทั้ง Strada, Sport, Corsa (สำหรับท้องถนนและสนามแข่ง) รวมถึง Neve, Sabbia และ Terra (สำหรับพื้นผิวที่มีการยึดเกาะที่แตกต่างจากพื้นยางมะตอย) จะสามารถทำงานร่วมกับออปชันระบบ EV Drive, Hybrid, Performance และ Recharge ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

มร.สเตฟาโน คอสซัลเตอร์ ผู้อำนวยการกลุ่มผลิตภัณฑ์ Lanzador และ Urus ลัมโบร์กินี กล่าวว่า “Urus SE คือวิวัฒนาการครั้งสำคัญ ซึ่งไม่ใช่เพียงแนวคิดด้านความยั่งยืนจากการลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้อย่างมหาศาลเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการพัฒนาด้านสมรรถนะและสัมผัสแบบรถยนต์สปอร์ตอีกด้วย สิ่งเหล่านี้เกิดจากการใช้โซลูชันเชิงเทคนิคที่ล้ำสมัยซึ่งเริ่มต้นขึ้นจากระบบส่งกำลังแบบไฮบริด ทำให้ Urus SE ของเราเป็นซูเปอร์เอสยูวีที่ผสานหัวใจสำคัญทั้ง 2 ด้านได้อย่างสมบูรณ์แบบ หนึ่งคือพลังงานจากการเผาไหม้ที่เป็นรากฐานสำคัญของแบรนด์ และอีกหนึ่งคือพลังงานไฟฟ้าซึ่งเป็นอนาคตใหม่ในโลกยานยนต์ เมื่อรวมทุกอย่างเข้าด้วยกัน ทำให้รถยนต์รุ่นนี้คือการตีความบุคลิกภาพของลัมโบร์กินีที่เด่นชัดในรูปลักษณ์ใหม่ และก้าวสู่เวอร์ชันใหม่ได้อย่างน่าทึ่ง”

ระบบ EV Drive ช่วยให้ผู้ขับได้สัมผัสประสบการณ์และศักยภาพของพลังงานไฟฟ้าอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะเมื่อได้รับการปรับแต่งมาเพื่อวิ่งบนท้องถนนในเมือง โดยสามารถวิ่งได้ไกลสุดถึง 60 กม. และเร่งความเร็วสูงสุดที่ 130 กม./ชม. เมื่อทำความเร็วสูงกว่านี้ เครื่องยนต์ V8 ก็จะเข้ามาสนับสนุนการทำงานของมอเตอร์ไฟฟ้า เช่นเดียวกันเมื่อผู้ขับต้องการแรงบิดที่มากกว่าระดับสูงสุดจากมอเตอร์ไฟฟ้า

ระบบ Hybrid ซึ่งสามารถเลือกใช้ได้เมื่อขับขี่ในโหมด Strada มอบประสิทธิภาพและความสบายสูงสุดบนการทำงานที่สมดุลระหว่างเครื่องยนต์สันดาปและมอเตอร์ไฟฟ้า และแน่นอน ถือเป็นโหมดใช้งานแบบอเนกประสงค์ที่เหมาะสำหรับการขับขี่ในชีวิตประจำวัน ระบบ Recharge ซึ่งสามารถเลือกได้เมื่อใช้โหมด Strada, Sport, Corsa และ Neve        โดยสามารถชาร์จไฟให้แบตเตอรีได้ถึง 80% โดยที่ยังให้สมรรถนะการขับขี่สูงสุด ส่วนระบบ Performance         เหมาะสำหรับ ผู้ที่ต้องสัมผัสศักยภาพที่แท้จริงของ Urus SE ซึ่งไม่เพียงเลือกได้ในโหมด Strada, Sport และ Corsa เท่านั้น แต่ยังรวมถึงโหมด Sabbia และ Terra อีกด้วย โดยมอบประสิทธิภาพด้านพลศาสตร์ที่เหนือชั้นของซูเปอร์  เอสยูวีตัวจริงแม้ไม่ได้วิ่งบนพื้นยางมะตอย

เมื่อวิ่งในโหมดที่แตกต่างกัน สปริงลมจะปรับเปลี่ยนการทำงานเพื่อสร้างค่าความสูงรถที่เหมาะสม ตั้งแต่การเดินทางระยะ 15 มม. ในโหมด Corsa ไปจนถึงสูงสุดที่ 75 มม. เมื่อระบบยกตัวรถทำงานเต็มที่ นอกจากนี้ พารามิเตอร์ที่คอยปรับพวงมาลัย ระบบการขับขี่ และเสียงเครื่องยนต์ทวินเทอร์โบ V8 ก็จะทำงานแบบแปรผันเช่นกัน เพื่อสะท้อนถึง “บุคลิก” ที่แตกต่างของ Urus SE

ทีมผู้พัฒนายังให้ความสำคัญอย่างมากกับระบบกันสะเทือนแบบถุงลม (Air Suspension) เพื่อเน้นประสบการณ์     การขับขี่ของแต่ละโหมดให้โดดเด่นยิ่งขึ้น โดยในโหมด Strada ได้เพิ่มระดับความสบายของรถยนต์ Urus S ให้มากขึ้นไปอีก ส่วนในโหมด Sport จะเพิ่มความสนุกสนานในการขับขี่ โดยเสริมคาแรกเตอร์ของระบบส่งกำลังแบบใหม่        ในการสตาร์ตและการดริฟต์ที่มันส์อย่างต่อเนื่อง โหมด Corsa ออกแบบมาเพื่อการพุ่งทะยานในสนามแข่งขัน ทำให้ Urus SE โชว์ศักยภาพด้านพลศาสตร์ได้อย่างเต็มที่ด้วยการติดตั้งหน่วยควบคุมไฟฟ้า (ECU) สำหรับระบบกันสะเทือน ซึ่งช่วยควบคุมรูปแบบการเคลื่อนไหวของโครงแชสซี (ทั้งการ Pitch, Yaw, Roll และ Pump) ซึ่งทำให้ตัวรถมีความเสถียรสูงและตอบสนองกับขอบสนามแข่งได้อย่างฉับไว รวมไปถึงการวิ่งบนทางขรุะขระและพื้นผิวที่มีการยึดเกาะต่ำ ซึ่งเกิดจากการติดตั้งเหล็กกันโคลงที่ควบคุมการทำงานด้วยระบบไฟฟ้า 48V ส่วนในโหมด Neve, Stabbia และ Terra ได้ถูกปรับปรุงประสิทธิภาพใหม่เพื่อเสริมประสิทธิภาพแรงกระทำกับพื้นถนนที่สม่ำเสมอ และสร้างแรงฉุดที่ดีที่สุดบนพื้นผิวทุกประเภท

วินฟาสต์พลิกเกมหนุนการใช้อีวีด้วยนวัตกรรมบริการแบตเตอรี่แบบเช่า


ปัจจุบัน มีการพูดคุยกันในกลุ่มผู้ชื่นชอบรถยนต์ไฟฟ้าชาวไทยในสื่อสังคมออนไลน์เกี่ยวกับการเช่าแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าแยกต่างหากจากการซื้อรถ เพื่อเป็นการตอบโจทย์ความต้องการนี้  วินฟาสต์ ผู้นำยานยนต์ไฟฟ้าจากเวียดนาม จึงนำเสนอข้อมูลสำหรับผู้บริโภคให้เข้าใจถึงประโยชน์ของนวัตกรรมบริการแบตเตอรี่ให้เช่าในรูปแบบสมาชิก ซึ่งจะช่วยให้ผู้บริโภคตัดสินใจเป็นเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้าในอนาคตได้ง่ายขึ้น ด้วยความคุ้มค่าสูงสุด ได้อย่างมั่นใจไร้กังวล
วินฟาสต์กล้าที่จะฉีกกฎในการเป็นเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้าแบบเดิม ๆ ด้วยโปรแกรมแบตเตอรี่แบบเช่า เพื่อช่วยลดความกังวลของผู้ใช้รถในเรื่องอายุการใช้งานแบตเตอรี่ ซึ่งโมเดลล้ำสมัยนี้จะมาปฏิวัติแนวทางการซื้อรถยนต์ไฟฟ้าของผู้บริโภคในอนาคตอันใกล้
ภูมิภาคอาเซียนนอกจากจะเป็นศูนย์กลางของนวัตกรรมที่มีบทบาทสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ แล้ว ยังมีศักยภาพที่จะเป็นศูนย์กลางของการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าอีกด้วย  วินฟาสต์กำลังรุกสู่ตลาดภูมิภาคนี้อย่างจริงจังด้วยโมเดลธุรกิจใหม่ที่มุ่งเน้นบุกเบิกโปรแกรมแบตเตอรี่แบบเช่า ด้วยการจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าที่ไม่มีแบตเตอรี่
เนื่องจากแบตเตอรี่เป็นส่วนประกอบที่มีราคาแพงที่สุดในรถยนต์ไฟฟ้า โปรแกรมแบตเตอรี่แบบเช่าจะช่วยให้ลูกค้าสามารถซื้อรถและจ่ายค่าเช่าแบตเตอรี่รายเดือนแยกต่างหาก โมเดลธุรกิจใหม่นี้จึงเข้ามารับมือกับความท้าทายในแวดวงรถยนต์ไฟฟ้าของอาเซี่ยนได้อย่างชาญฉลาด และจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งเสริมให้ทุกคนซื้อรถยนต์ไฟฟ้าได้ง่ายขึ้น
ยิ่งไปกว่านั้น แนวทางของวินฟาสต์ยังสอดคล้องกับแนวโน้มอุตสาหกรรมที่กำลังมุ่งสู่โมเดลการสมัครสมาชิก ซึ่งดึงดูดใจกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ไม่ยึดติดกับแนวคิดการเป็นเจ้าของรถยนต์ในแบบเดิม

จากการศึกษาผู้ซื้อยานยนต์ทั่วโลกในปี 2024 ( 2024 Global Automotive Consumer Study) ซึ่งสำรวจกลุ่มผู้บริโภค 27,000 รายใน 26 ประเทศ ชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงความคิดแบบนี้ โดยพบว่า 46% ของผู้ตอบแบบสอบถามในอาเซียนที่มีอายุระหว่าง 18-34 ปี เปิดรับรูปแบบการใช้รถยนต์แบบสมัครสมาชิก ขณะที่การศึกษาในกลุ่มชาวอเมริกันในปี 2023 พบว่า Gen Z และกลุ่มมิลเลนเนียล มากกว่า 70% เปิดรับแนวคิดการเช่าแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าแยกต่างหากจากการซื้อรถ
การเปลี่ยนแปลงทัศนคติของผู้บริโภคดังกล่าวอาจเปิดโอกาสในการสร้างรายได้ใหม่ ๆ ให้กับผู้ผลิตรถยนต์ และโมเดลธุรกิจใหม่ของวินฟาสต์อาจเรียกได้ว่ากำลังเข้ามาบุกเบิกวงการ คงต้องจับตามองต่อไปถึงความสำเร็จของรูปแบบบริการของวินฟาสต์ในตลาดอาเซียนนอกเหนือจากตลาดเวียดนาม แต่อย่างน้อย การที่วินฟาสต์สามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคในเรื่องความกังวลเกี่ยวกับราคารถยนต์ ประสิทธิภาพการใช้งาน และการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ก็ถือว่าได้ใจผู้คนไปไม่น้อย   
บริการแบตเตอรี่แบบเช่า เพื่อการใช้รถยนต์ไฟฟ้าอย่างมั่นใจ ไร้กังวล
ด้วยโมเดลธุรกิจของวินฟาสต์ ลูกค้าสามารถเช่าแบตเตอรี่โดยจ่ายเป็นรายเดือนแทนการซื้อขาด แนวทางนี้จะช่วยลดค่าใช้จ่ายก้อนแรกในการซื้อรถ และประหยัดค่าใช้จ่ายการใช้รถในระยะยาว ส่งผลให้รถยนต์ไฟฟ้าเป็นที่ต้องการมากขึ้น และผู้บริโภคเข้าถึงได้ง่ายขึ้น
วินฟาสต์มีความมั่นใจว่าโมเดลธุรกิจที่บุกเบิกวงการนี้ “ไม่เหมือนใคร” “ก้าวล้ำ” และ “สร้างสรรค์” แม้จะดูเป็นกลยุทธ์การตลาดทั่วไป แต่โมเดลนี้ประสบความสำเร็จอย่างน่าพอใจในตลาดเวียดนาม โดยบริษัทมียอดขายขึ้นเป็นอันดับหนึ่งในไตรมาสที่ 1 ของปีนี้
โมเดลแบตเตอรี่แบบเช่ายังตอบโจทย์ในเรื่องความกังวลของลูกค้าเกี่ยวกับการเสื่อมสภาพของแบตเตอรี่ โดยรับประกันในการบำรุงรักษาและเปลี่ยนแบตเตอรี่ฟรีเมื่อมีความจุลดลงต่ำกว่า 70% เพื่อให้ลูกค้ามั่นใจถึงประสิทธิภาพสูงสุดและไร้ความกังวลในการใช้รถ  
นอกเหนือจากการดูแลลูกค้าในระยะยาวแล้ว โมเดลแบตเตอรี่แบบเช่ายังช่วยลดค่าใช้จ่ายในระยะยาว  แม้จะมีค่าใช้จ่ายค่าแบตเตอรี่รายเดือนเกิดขึ้น แต่เมื่อเปรียบเทียบกับค่าใช้จ่ายในการเติมน้ำมันของรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปแล้วยังถือว่าประหยัดกว่า 

แนวทางของวินฟาสต์ยังสามารถลดความเสี่ยงในเรื่องค่าใช้จ่ายให้กับผู้ซื้อรถยนต์ไฟฟ้ามือสอง เนื่องจากบริษัทเป็นเจ้าของแบตเตอรี่และรับผิดชอบดูแลค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนแบตเตอรี่ใหม่  กลยุทธ์นี้ยังเป็นประโยชน์ต่อวินฟาสต์เองให้สามารถสร้างรายได้อย่างต่อเนื่องจากตลาดรถยนต์มือสอง
ยิ่งไปกว่านั้น การที่วินฟาสต์เป็นเจ้าของแบตเตอรี่ยังช่วยให้ลูกค้ามั่นใจได้ถึงการจัดการแบตเตอรี่ที่หมดอายุการใช้งานอย่างมีความรับผิดชอบ โดยร่วมมือกับบริษัทรีไซเคิลหลายรายและศึกษาแนวทางในการนำแบตเตอรี่กลับมาใช้ใหม่เพื่อส่งเสริมความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม
จากความสำเร็จในตลาดเวียดนาม  วินฟาสต์กำลังนำโมเดลนี้ไปสู่ตลาดสำคัญอื่น ๆ ในภูมิภาค เช่น อินโดนีเซีย โดยรถยนต์ครอสโอเวอร์ไฟฟ้า VF e34 ของวินฟาสต์จำหน่ายในราคาเริ่มต้นที่ 718,000 บาท (ประมาณ  19,416 ดอลลาร์สหรัฐ) โดยไม่รวมแบตเตอรี่ ซึ่งต่ำกว่ารถคู่แข่งที่ใช้น้ำมันเบนซินหลายราย ลูกค้าสามารถเลือกการสมัครสมาชิกแบตเตอรี่รายเดือน: ประมาณ 3,700 บาท (100 ดอลลาร์สหรัฐ) ต่อเดือน สำหรับระยะทางสูงสุด 3,000 กม. หรือ 6,400 บาท (173 ดอลลาร์สหรัฐ) ต่อเดือน โดยไม่จำกัดระยะทาง
โมเดลธุรกิจของวินฟาสต์ยังจะสร้างแนวโน้มที่ดีสำหรับตลาดรถยนต์ไฟฟ้ามือสองอีกด้วย การศึกษาเมื่อเร็ว ๆ นี้เผยให้เห็นว่ารถยนต์ไฟฟ้ามีค่าเสื่อมราคาสูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญ โดยในปีที่ผ่านมา ราคาลดลงโดยเฉลี่ย 31.8% เมื่อเทียบกับรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) ที่ลดลงเพียง 3.6% การที่รถยนต์ไฟฟ้าเสื่อมราคาอย่างรวดเร็วนี้เกิดจากการทัศนคติของผู้บริโภคที่มีต่อรถยนต์ไฟฟ้าว่าน่าจะคล้ายกับเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มูลค่าจะลดลงอย่างรวดเร็ว รวมถึงค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนแบตเตอรี่ที่มีราคาแพง หากผู้ซื้อคาดการณ์ว่าจะต้องจ่ายค่าซ่อมแบตเตอรี่ที่เสื่อมสภาพสูงมาก พวกเขาก็มีแนวโน้มที่จะไม่พิจารณารถยนต์ไฟฟ้ามือสอง

ผู้บุกเบิกโมเดลใหม่ในการเป็นเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้า
โมเดลธุรกิจใหม่ของวินฟาสต์สร้างสมดุลระหว่างแนวคิดดั้งเดิมของการเป็นเจ้าของแบตเตอรี่และโมเดลในซื้อรถแบบไม่มีแบตเตอรี่ ซึ่งจะสามารถลดค่าใช้จ่ายก้อนแรกสำหรับผู้ซื้อรถยนต์ไฟฟ้าโดยไม่ต้องกังวลกับปัญหาโครงสร้างพื้นฐานที่มีราคาแพงและบริการที่ไม่ได้มาตรฐาน และด้วยโมเดลการสมัครสมาชิกแบบนี้ ลูกค้าสามารถพิจารณาวินฟาสต์ให้เป็นทางเลือกที่ดีกว่ารถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายใน  เนื่องจากมีโครงสร้างค่าใช้จ่ายที่คล้ายคลึงกัน ความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะสร้างสรรค์นวัตกรรมทำให้วินฟาสต์เป็นบริษัทที่น่าจับตามอง และอาจเป็นสัญญาณบ่งบอกแนวทางในการซื้อรถยนต์ของผู้บริโภคในอนาคต

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น