ไทรอัมพ์ มอเตอร์ไซเคิลส์ ปลุกความคึกคักตลาดรถจักรยานยนต์ ดึง 6 รุ่นใหม่ร่วมอวดโฉมในงาน“มอเตอร์โชว์ 2026” ครบครันทุกสไตล์การขับขี่ เทคโนโลยีใหม่ และดีไซน์ล้ำสมัยพร้อมอัดโปรโมชันจัดเต็ม 25 มี.ค. 69 – 5 เม.ย. 69 เท่านั้น



กรุงเทพฯ 24 มีนาคม 2569 – ไทรอัมพ์ มอเตอร์ไซเคิลส์ ผู้ผลิตรถจักรยานยนต์พรีเมียมสัญชาติอังกฤษ เปิดตัวรถจักรยานยนต์รุ่นใหม่ปี 2026 ทั้งกลุ่มโมเดิร์น คลาสสิก โรดสเตอร์ และแอดเวนเจอร์ รวมถึงรุ่นพิเศษ และรุ่นลิมิเต็ด เอดิชัน ได้แก่ Tracker 400 รถสไตล์ Flat Track ที่ผสาน DNA ของไทรอัมพ์อย่างแท้จริง พร้อมด้วย Scrambler 900 มาพร้อมดีไซน์โฉบเฉี่ยวยิ่งขึ้น สมรรถนะที่เหนือกว่า และเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย Trident 660  และ Tiger Sport 660 เพิ่มพละกำลัง ดีไซน์เฉียบคม พร้อมสมรรถนะที่ดีกว่าเดิม รวมถึง Speed Twin Café Racer Edition รถจักรยานยนต์รุ่นพิเศษที่มาพร้อมความสง่างามเหนือกาลเวลา ผสานสไตล์สปอร์ตร่วมสมัย รวมถึงการเผยโฉมของ Street Triple Moto2™ Edition รถจักรยานยนต์ลิมิเต็ด เอดิชัน ที่ผลิตขึ้นเพื่อร่วมฉลองความเป็นพันธมิตรของ ไทรอัมพ์กับ Moto2™ โดยทุกรุ่นครอบคลุมตั้งแต่การขับขี่ในเมืองไปจนถึงการเดินทางไกลและการผจญภัย เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้ขับขี่ยุคใหม่ ให้แฟน ๆ ได้สัมผัสตัวจริงก่อนใคร นอกจากนี้ ยังมอบโปรโมชันสุดพิเศษ รวมถึงข้อเสนอทางการเงินสูงสุด 250,000 บาท ตลอดจนช้อปเสื้อผ้าและอุปกรณ์สวมใส่ที่ลดสูงสุดถึง 30% เฉพาะภายในงาน “บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47” ณ บูธไทรอัมพ์ M10 อาคารชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1 อิมแพค เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 25 มีนาคม 2569 จนถึงวันที่ 5 เมษายน 2569
นายชินศักดิ์ กิตติอมรกุล ผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการเชิงพาณิชย์ บริษัท ไทรอัมพ์ มอเตอร์ไซเคิลส์
(ไทยแลนด์) จำกัด กล่าวว่า “งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 หรือ Motor Show 2026 ไทรอัมพ์พร้อมเดินหน้าสร้างความคึกคักให้กับตลาดรถจักรยานยนต์ในไทยด้วยการเปิดตัวรถจักรยานยนต์รุ่นใหม่ ครอบคลุมหลากหลายสไตล์ของผู้ขับขี่ เริ่มต้นด้วย Tracker 400 รถจักรยานยนต์รุ่นล่าสุดในกลุ่มเครื่องยนต์ 400 ซีซี ที่ทุกคนตั้งตารอคอย นำเสนอดีไซน์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากรถแข่ง ผสานเส้นสายที่ดุดัน มอบรูปลักษณ์แบบ Flat Track อย่างชัดเจน พร้อมดีไซน์คลาสสิกตามแบบฉบับไทรอัมพ์ มาพร้อมเครื่องยนต์ TR-Series ที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ ให้พละกำลังสูงสุด 42 แรงม้า ที่ 9,000 รอบต่อนาที ด้วยรอบเครื่องยนต์ที่สูงขึ้นและสมรรถนะรอบสูงที่เร้าใจ วิวัฒนาการล่าสุดนี้จึงมอบกำลังสูงสุดที่เพิ่มขึ้นถึง 5% และมอบแรงบิดสูงสุดไว้ที่ 37.5 นิวตันเมตร ที่ 7,500 รอบต่อนาที ทำให้เป็นการผสานรวมคุณภาพระดับพรีเมียมและราคาที่เข้าถึงได้ มอบความคุ้มค่าเหนือระดับให้ผู้ขับขี่
ด้านรูปลักษณ์โดดเด่นด้วยแฮนด์บาร์แบบแบนและกว้าง พร้อมที่พักเท้าที่ปรับตำแหน่งใหม่ เพื่อการขับขี่ที่เหนือชั้น เสริมด้วยโครงรถที่ออกแบบมาเฉพาะ และระบบช่วงล่างระดับพรีเมียม ทั้งโช้คหน้าหัวกลับขนาด 43 มม. ชุบอะโนไดซ์สีดำ ขณะที่โช้คหลังแบบแก๊ส Monoshock RSU พร้อมระบบปรับพรีโหลดสำหรับผู้โดยสารซ้อนท้าย ผสานเทคโนโลยีการขับขี่ขั้นสูง เช่น ระบบ Torque Assist Clutch ระบบ Traction Control แบบเปิด-ปิดได้ และระบบ ABS ช่วยให้ขับขี่ได้อย่างสะดวกสบายและเพลิดเพลิน ส่วนด้านดีไซน์ประกอบด้วย ครอบเบาะ แผงป้ายทะเบียน ถังน้ำมันทรงเหลี่ยม บังโคลน และล้อดีไซน์ใหม่ จับคู่กับยาง Pirelli MT60 RS  รวมถึงป้ายหมายเลข ‘400’ สุดโดดเด่น ทั้งหมดนี้มอบสไตล์ Flat Track พร้อมการยึดเกาะและการควบคุมที่เน้นการขับขี่บนถนนอย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยรถจักรยานยนต์ไทรอัมพ์ Tracker 400 ราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการ 182,900 บาท มีให้เลือก 3 สี ได้แก่ สี Racing Yellow สี Phantom Black และสี Aluminium Silver Gloss สะท้อนบุคลิกแบบ Flat Track และเอกลักษณ์ที่โดดเด่นบนท้องถนน 
Scrambler 900 รถจักรยานยนต์ที่ได้วิวัฒนาการครั้งสำคัญด้วยการยกระดับความคลาสสิกอันเป็นไอคอนิกของ        แบรนด์ โดยนำเสนอ DNA ดีไซน์เหนือกาลเวลาของไทรอัมพ์ในรูปแบบใหม่ที่ทันสมัยยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันก็ยังคงรักษาเอกลักษณ์ดั้งเดิมของ Scrambler เอาไว้ รุ่นล่าสุดนี้มาพร้อมเครื่องยนต์บอนเนวิลล์สูบคู่ ขนาด 900 ซีซี ตอบสนองฉับไวและเสียงเครื่องยนต์อันเป็นเอกลักษณ์ ให้พละกำลังสูงสุด 65 แรงม้า ที่ 7,250 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 80 นิวตันเมตร ที่ 3,250 รอบต่อนาที ให้สมรรถนะที่เข้าถึงได้ตลอดทุกช่วงรอบ ด้านตัวถังที่ประณีตยิ่งขึ้น เฟรมเหล็กกล้าแบบท่อที่ได้รับการออกแบบใหม่ จับคู่กับสวิงอาร์มอะลูมิเนียมหล่อที่ช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งและลดน้ำหนักของตัวรถ ระบบช่วงล่างและเบรกที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ อาทิ โช้คหัวกลับ Showa ขนาด 43 มม. และโช้คหลังคู่พร้อมกระปุกน้ำมันแยกที่ปรับพรีโหลดได้ จานเบรกหน้าขนาดใหญ่ 320 มม. และคาลิปเปอร์แบบเรเดียล 4 ลูกสูบ ให้กำลังเบรกที่แรงและต่อเนื่องยิ่งขึ้นมอบการควบคุมที่มั่นใจบนทุกสภาพพื้นผิว ด้านล้ออะลูมิเนียมน้ำหนักเบา พร้อมยาง Metzeler Tourance ตอกย้ำความแข็งแกร่งและลุยได้ทุกเส้นทาง
นอกจากนี้ยังมาพร้อมเทคโนโลยีเพื่อผู้ขับขี่ทั้ง ระบบ Optimised Cornering ABS และระบบ Traction Control ที่ช่วยเสริมสมรรถนะในการเข้าโค้งยิ่งขึ้น เทคโนโลยีคันเร่งไฟฟ้า Ride-by-wire รองรับโหมดการขับขี่ 3 โหมด ได้แก่ Road, Rain และ Off-road โดยโหมด Off-road จะปิดใช้งานระบบ ABS ที่ล้อหลัง เพื่อการควบคุมที่มั่นใจยิ่งขึ้นบนพื้นผิวถนนที่ท้าทาย รวมถึงแผงหน้าปัดใหม่ผสานตัวเรือนทรงกลมแบบคลาสสิกเข้ากับจอแสดงผล LCD ทันสมัยและหน้าจอ TFT ในตัว เมื่อจับคู่กับบลูทูธที่เป็นอุปกรณ์เสริม ผู้ขับขี่จะสามารถควบคุมโทรศัพท์และเพลง รวมถึงระบบนำทาง Turn-by-turn ได้ อีกทั้งมีพอร์ตชาร์จ USB-C เพิ่มความสะดวกสบายยิ่งขึ้น และระบบ Cruise Control ที่เป็นอุปกรณ์เสริมสามารถติดตั้งเพิ่มเติมในรถได้ โดย Scrambler 900  ราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการ 476,000 บาท มีทั้งหมด 3 สี ได้แก่ สี Matt Khaki Green & Phantom Black และสี Mineral Grey & Cosmic Yellow รวมไปถึงตัวเลือกมาตรฐานอย่างสี Urban Grey & Jet Black
สำหรับรถจักรยานยนต์รุ่น Trident 660 และ Tiger Sport 660 ได้รับการอัปเดตครั้งสำคัญทั้งด้านเครื่องยนต์และการปรับปรุงโครงรถและสมรรถนะในการขับขี่ที่ดีขึ้น โดยทั้งสองรุ่นมาพร้อมเครื่องยนต์ 3 สูบ 660 ซีซี มอบกำลังสูงสุดอยู่ที่ 95 แรงม้า ที่ 11,250 รอบต่อนาที เพิ่มขึ้น 14 แรงม้า โดยรอบสูงสุดเพิ่มขึ้น 20% เป็น 12,650 รอบต่อนาที เพื่อความคล่องตัวที่มากขึ้นในช่วงรอบสูง แรงบิดก็เพิ่มขึ้นเป็น 68 นิวตันเมตร ที่ 8,250 รอบต่อนาที โดย 80% ของแรงบิดนั้นพร้อมใช้งานตั้งแต่ 3,000 รอบต่อนาที ไปจนถึงเกือบ 12,000 รอบต่อนาที ทำให้มั่นใจได้ถึงสมรรถนะที่แข็งแกร่งและยืดหยุ่นตลอดช่วงรอบเครื่องยนต์ ซึ่งมาจากการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในฮาร์ดแวร์ของเครื่องยนต์ รวมถึงการเปลี่ยนจากลิ้นปีกผีเสื้อเดี่ยวเป็นลิ้นปีกผีเสื้อขนาด 44 มม. สามตัวแยกกัน การปรับปรุงสมรรถนะได้รับการเสริมด้วยการปรับปรุงชิ้นส่วนสำคัญหลายรายการ ทั้งระบบไอเสียได้รับการออกแบบใหม่โดยใช้ท่อไอเสียแบบ 3 ออก 1 พร้อม Catalyst ที่ได้รับการปรับปรุง และท่อเก็บเสียงแบบใต้ท้องรถ ซึ่งช่วยเพิ่มทั้งประสิทธิภาพและเสียงอันเป็นเอกลักษณ์ของเครื่องยนต์สามสูบ
ขณะเดียวกันทั้ง 2 รุ่นยังคงรักษาความคล่องตัว และการควบคุมที่มั่นใจได้ไว้เช่นเดิม ด้วยเฟรมที่ได้รับการปรับปรุงใหม่และระบบกันสะเทือนหลังใหม่จาก Showa พร้อมการปรับตั้งค่าพรีโหลดและคืนค่าได้ ผสานกับโช้คหน้าหัวกลับ Showa ขนาด 41 มม. ระดับพรีเมียม รวมกับโช้คหลังใหม่ RSU และการปรับแต่งที่ดียิ่งขึ้น เมื่อรวมกับเทคโนโลยีที่เน้นผู้ขับขี่ ออกแบบมาเพื่อเพิ่มความปลอดภัย ความสะดวกสบาย และการเชื่อมต่อ ทั้งระบบคันเร่งไฟฟ้า Ride-by-wire ช่วยให้เลือกโหมดการขับขี่ได้ 3 โหมด ได้แก่ Sport, Road และ Rain โดยแต่ละโหมดจะปรับการตอบสนองของคันเร่ง ระบบ ABS และระบบ Traction control ให้เหมาะสมกับสภาพถนนที่แตกต่างกัน รวมถึงระบบ IMU แบบ 6 แกน ทำงานร่วมกับระบบ Optimised Cornering ABS และระบบ Optimised Cornering Traction Control แบบเปิด-ปิดได้ มอบความมั่นใจและการควบคุมในทุกการเข้าโค้ง เพิ่มความมั่นใจในการขับขี่ในทุกสภาพถนน อีกทั้งระบบ Triumph Shift Assist ช่วยให้เปลี่ยนเกียร์ขึ้นและลงได้โดยไม่ต้องใช้คลัตช์ ในขณะที่ระบบ Cruise Control ติดตั้งมาเป็นมาตรฐาน ทำให้การขับขี่ระยะไกลสะดวกสบายยิ่งขึ้น อีกทั้งล้ออะลูมิเนียมหล่อขึ้นรูปน้ำหนักเบาและยาง Michelin Road 5 ให้การยึดเกาะและการตอบสนองที่ยอดเยี่ยมในทุกสภาพถนน ขณะที่จานเบรกคู่ขนาด 310 มม. พร้อมคาลิปเปอร์ Nissin สองลูกสูบ ให้ประสิทธิภาพการเบรกที่แข็งแกร่งและคาดการณ์ได้ สายเบรกแบบถักและคันเบรกที่ปรับระยะได้ช่วยให้ผู้ขี่รู้สึกและควบคุมได้อย่างสม่ำเสมอ การผสมผสานนี้ทำให้ Trident 660 มีความสปอร์ตและขับขี่สนุกสนานยิ่งขึ้น ในขณะที่ Tiger Sport 660 มอบความสามารถในการเดินทางไกลที่เพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะขับขี่สองคนหรือบรรทุกสัมภาระเต็มที่
ด้านรูปลักษณ์ Trident 660 ราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการ 329,000 บาท ถังน้ำมันได้รับการออกแบบใหม่ให้กว้างขึ้น พร้อมช่องเว้าสำหรับวางเข่า และเบาะนั่งแยกส่วนสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสาร ความใส่ใจในทุกรายละเอียดสะท้อนอยู่ทั่วทั้งคันทั้งโลโก้ Triumph ที่ออกแบบอย่างประณีตบนแคลมป์แฮนด์ ฝาถังน้ำมัน รวมถึงผสานอยู่ในชุดไฟหน้าและไฟท้ายอย่างกลมกลืน สายเคเบิลและท่อต่าง ๆ ถูกจัดเก็บอย่างเรียบร้อย ช่วยให้ภาพรวมของตัวรถดูสะอาดตาและพรีเมียมยิ่งขึ้น โดยมีตัวเลือกสี 3 สีให้เลือก ได้แก่ Cosmic Yellow และสี Stone Grey ซึ่งเป็นสีพิเศษ รวมทั้งสี Snowdonia White เป็นสีมาตรฐาน ซึ่งทุกสีมาพร้อมลวดลายกราฟิกที่โดดเด่น ช่วยตอกย้ำเอกลักษณ์ความเป็นโรดสเตอร์สมัยใหม่ของ Trident อย่างชัดเจน
ส่วน Tiger Sport 660 ราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการ 369,000 บาท มาพร้อมรูปลักษณ์ตัวถังและการออกแบบใหม่ที่ช่วยเสริมความโดดเด่นและสมรรถนะในการเดินทาง ถังน้ำมันขนาดใหญ่ขึ้น 18.6 ลิตร ช่วยเพิ่มระยะทางสำหรับการผจญภัยที่ยาวนานขึ้น ในขณะที่ชิลด์หน้าปรับระดับได้สามารถปรับได้ง่ายด้วยมือเดียว โดยมี 3 สีให้เลือก โดยสีพิเศษ ได้แก่ สี Interstellar Blue & Mineral Grey และสี Silver Ice & Intense Orange รวมถึงสีมาตรฐานคือสี Pure White
ต่อด้วย Speed Twin Café Racer Edition รถจักรยานยนต์รุ่นพิเศษที่ผลิตขึ้นจำนวนจำกัดเพียง 800 คันทั่วโลก ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากรถจักรยานยนต์สไตล์คาเฟ่เรเซอร์ของอังกฤษในยุค 1960 โดยใช้พื้นฐานจาก Speed Twin 1200 RS มาร้อมเครื่องยนต์บอนเนวิลล์สูบคู่ 1200 ซีซี ให้พละกำลังสูงสุด 105 แรงม้าที่ 7,750 รอบต่อนาที และมอบแรงบิด112 นิวตันเมตร ที่ 4,250 รอบต่อนาที ด้านรูปลักษณ์ดีไซน์สปอร์ตสุดหรู โดดเด่นด้วยท่าทางการขับขี่ที่ต่ำและกระชับมือ ซึ่งเกิดจากแฮนด์แบบคลิปออน รูปทรงเบาะนั่งเดี่ยวที่เพรียวบาง และความใส่ใจในรายละเอียดอย่างประณีตทั่วทั้งคัน ไม่ว่าจะเป็นกระจกมองข้างแบบติดปลายแฮนด์ช่วยเสริมรูปทรงที่ดูสะอาดตา ฝาครอบคลัตช์และฝาครอบอัลเทอร์เนเตอร์ที่มาพร้อมตราสัญลักษณ์ไทรอัมพ์ ฝาครอบน็อตหัวกระบอกสูบสีดำ และแผ่นรองเข่าที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ ช่วยเพิ่มรายละเอียดที่ดูเรียบง่ายแต่โดดเด่น นอกจากนี้ยังมีส่วนเพิ่มเติมที่ใช้งานได้จริง ได้แก่ ที่วางเท้าสำหรับผู้โดยสาร โดยที่วางเท้าจะถูกถอดออกเป็นมาตรฐาน และมีให้ในกล่องสำหรับเจ้าของที่ต้องการกลับมาใช้งานแบบสองที่นั่งได้อีกครั้ง
เมื่อผสานประสิทธิภาพที่ทันสมัยเข้ากับเอกลักษณ์แบบคลาสสิก พร้อมมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เน้นการตอบสนองมากขึ้น ด้วยแฮนด์บาร์แบบคลิปออนที่ต่ำลง ลักษณะการขับขี่ที่คล่องตัวได้รับการสนับสนุนจากระบบกันสะเทือนระดับสูงสุด โดยใช้โช้คหน้า Marzocchi ที่ปรับได้เต็มที่ จับคู่กับโช้คหลัง Öhlins ด้านระบบเบรก ประกอบด้วยคาลิปเปอร์คู่ Brembo Stylema ทำงานร่วมกับจานเบรกขนาด 320 มม. ขณะที่ยาง Metzeler Racetec RR K3 ประสิทธิภาพสูงติดตั้งมาเป็นมาตรฐาน ให้ประสิทธิภาพการเบรกที่มั่นใจได้ อีกทั้งยังสามารถปรับแต่งได้ผ่านโหมดการขับขี่ Road, Rain และ Sport ช่วยให้การตอบสนองของเครื่องยนต์เหมาะสมกับสภาพถนนและความต้องการของผู้ขับขี่ ระบบ Optimised Cornering ABS และระบบ Traction Control ที่ได้รับการปรับแต่งมาเป็นพิเศษติดตั้งมาเป็นมาตรฐาน รวมทั้งระบบ Triumph Shift Assist เพื่อเติมเต็มลุคให้สมบูรณ์แบบ Speed Twin Café Racer Edition จึงใช้โทนสีสุดพิเศษที่ได้รับแรงบันดาลใจจากการแข่งรถของอังกฤษ โดยผสมผสานสี Competition Green & Aluminium Silver เข้ากับล้ออัลลอยสี Aluminium Silver และโคมไฟหน้าสี Competition Green ที่เข้ากันกับตัวรถ ราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการ 725,000 บาท
พร้อมกันนี้ภายในบูธไทรอัมพ์ ยังรวมหลากหลายไฮไลท์ให้ทุกคนได้มาสัมผัสอย่างใกล้ชิด อาทิ พบคันจริงของ “Street Triple Moto2™ Edition”  รถจักรยานยนต์รุ่นลิมิเต็ด เอดิชันที่พัฒนาขึ้นเพื่อร่วมฉลองความเป็นพันธมิตรของไทรอัมพ์ มอเตอร์ไซเคิลส์ กับการแข่งขันรายการ Moto2™ ที่อัดแน่นทั้งดีไซน์ เทคโนโลยี และสมรรถนะที่ได้รับแรงบันดาลใจจากการแข่งขัน ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 1,000 คันทั่วโลกเท่านั้น รวมถึงมอบโปรโมชันสุดพิเศษให้ทุกคนเป็นเจ้าของรถรุ่นที่ชอบได้ง่ายขึ้น อาทิ รับข้อเสนอทางการเงินสูงสุดกว่า 250,000 บาท ในรุ่นที่ร่วมรายการ และเลือกช้อปเสื้อผ้าและอุปกรณ์สวมใส่ลดราคาภายในงานสูงสุดถึง 30% ตลอดจนร่วมสนุกกับกิจกรรมรับของที่ระลึกภายในบูธอีกมากมายตลอดการจัดงานทั้ง 12 วัน” นายชินศักดิ์ กล่าวทิ้งท้าย

สิ้นสุดการรอคอย! เชอรี ประเทศไทย ปล่อยหมัดเด็ดมัดใจคนไทยในงานมอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47เปิดตัว Chery Q รถอีวีรุ่นใหม่ที่ “ครบ-คุ้ม” ที่สุดในเซกเมนต์ พร้อมส่ง Chery V23 สีใหม่ เอาใจสาวกทรง Boxy!

พบกันที่บูท CHERY หมายเลข A25 วันที่ 25 มี.ค. – เม.ย. 69

กรุงเทพฯ 23 มีนาคม 2569 — เชอรี ประเทศไทย (Chery Thailand) ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านอุตสาหกรรม ยานยนต์ระดับโลก พร้อมประกาศเดินหน้าขยายธุรกิจสู่ตลาดไทยอย่างมั่นคงด้วยไลน์อัปรถยนต์หลากหลายรุ่นที่โดดเด่นด้วยนวัตกรรมล้ำสมัย ดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ และสมรรถนะที่พร้อมตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนไทยได้อย่างดีเยี่ยม ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 (Motor Show 2026) โดย CHERY ขนทัพยนตรกรรมและนวัตกรรมการขับขี่แห่งอนาคตมาจัดแสดงอย่างยิ่งใหญ่ที่บูทสุดอลังการภายใต้คอนเซปต์ “CHERY HAPPINESS HUB” สะท้อนความตั้งใจของแบรนด์ในการเป็นศูนย์รวมประสบการณ์ความสุข ความสะดวกสบาย และความมั่นใจในทุกการเดินทางพร้อมไฮไลต์สำคัญที่ทุกคนรอคอย การเปิดตัว Chery Q รถยนต์ไฟฟ้าดีไซน์สุดคิวต์เพื่อคนเมืองยุคใหม่ที่ครบและคุ้มค่าที่สุดในเซกเมนต์ ให้ลูกค้าชาวไทยได้สัมผัสอย่างใกล้ชิดและลงทะเบียนรับสิทธิพิเศษเฉพาะที่งานมอเตอร์โชว์

 

มร. จิม ลี ผู้อำนวยการบริหารแบรนด์ เชอรี ประเทศไทย เผยว่า “ในปี 2568 เป็นปีที่ลูกค้าชาวไทย ได้ให้การต้อนรับ เชอรี ประเทศไทย อย่างอบอุ่น โดยในเดือนกันยายน CHERY ได้เข้าสู่ตลาดไทยด้วยการเปิดตัวรถสองรุ่นเรือธง ได้แก่ Chery V23 รถไฟฟ้าดีไซน์เท่สไตล์ Boxy ไม่ซ้ำใคร และ Chery TIGGO 8 CSH พรีเมียมเอสยูวี 7 ที่นั่ง สำหรับครอบครัวยุคใหม่ และในเดือนธันวาคม เราได้ฉลองความสำเร็จครั้งใหญ่ หลัง Chery V23 ติดอันดับ Top 5 รถยนต์ไฟฟ้าที่มียอดจดทะเบียนสูงสุดในไทย อีกทั้งยังครองอันดับที่ 1 สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าทรง Boxy ซึ่งเป็นตัวเลขที่สะท้อนความไว้วางใจของลูกค้าที่มีต่อ CHERY”

 

“จากเสียงตอบรับที่อบอุ่นจากผู้ใช้งานชาวไทย ปีนี้ CHERY พร้อมส่งมอบความสุขผ่านการสร้างประสบการณ์การเดินทางที่แตกต่างและคุ้มค่าให้ลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ภายใต้สโลแกน “Happiness On The Move” ให้ทุกช่วงเวลาของการใช้รถ CHERY เป็นช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความสุข โดยปีนี้ เราเดินหน้านำเสนอไลน์อัปรถที่หลากหลายมากขึ้น ทั้งในด้านการขับขี่ เทคโนโลยี และดีไซน์ ให้แก่ลูกค้าชาวไทย ครบทั้งรถไฟฟ้า  (BEV) และรถปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) นอกจากนี้ CHERY เดินหน้าพัฒนาบริการหลังการขายที่แข็งแกร่งภายใต้มาตรฐานระดับโลกผ่านการดูแลโดยทีมผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้ลูกค้าอุ่นใจและร่วมเดินทางไปกับ CHERY ได้อย่างสบายใจในทุก ๆ วัน โดยเราปักธงขยายเครือข่ายผู้จำหน่ายและศูนย์บริการจาก 40 แห่ง เป็น 70 แห่งทั่วประเทศภายในปี 2569 เพื่อให้ลูกค้าในทุกภูมิภาคได้อุ่นใจกับบริการในพื้นที่ของตนเองได้มากขึ้น เราจะเดินหน้าเสริมความแข็งแกร่งธุรกิจอย่างมั่นคงในเมืองไทยด้วยเป้าหมายในการเป็น Top Choice ที่ครอบครัวคนไทยไว้วางใจ”

 

ทั้งนี้บูทในงาน Motor Show 2026 ของ CHERY ออกแบบภายใต้คอนเซปต์ CHERY HAPPINESS HUB พื้นที่สร้างความสุขจากการเดินทาง พร้อมหลากหลายโซนที่รอให้ลูกค้ามาสัมผัสอย่างใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็นยนตรกรรมรุ่นใหม่ล่าสุดและรุ่นไฮไลต์ครบทุกรุ่น ตลอดจนเทคโนโลยีการขับขี่ที่ CHERY พัฒนาขึ้นเพื่อมอบการเดินทางที่สะดวกสบาย ปลอดภัย และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย สะท้อนวิสัยทัศน์ของ CHERY ที่มุ่งพัฒนายานยนต์ที่ไม่เพียงตอบโจทย์การเดินทาง แต่เข้ามาเติมเต็มคุณภาพชีวิตของผู้ใช้งานในทุกวัน

 

 

ครั้งแรกในโลกกับการเปิดตัว Chery Q นอกตลาดจีน พบกับรถอีวีฟังก์ชันครบในดีไซน์สุดคิวต์

CHERY ได้เปิดตัว Chery Q สู่ตลาดไทยในฐานะตลาดต่างประเทศแห่งแรกของโลก โดย Chery Q เป็นรถไฟฟ้าที่ชูความครบและคุ้มค่าที่สุดในเซกเมนต์ เพื่อตอบโจทย์การใช้ชีวิตของคนเมืองยุคใหม่ ด้วยการเป็นแฮตช์แบ็กในดีไซน์ทันสมัย ออกแบบอย่างชาญฉลาดทำให้มีพื้นที่ใช้สอยกว้างขวาง พร้อมด้วยดีไซน์ที่มีเอกลักษณ์ โดยใช้มิติของ แสง” และ “เงา” เพื่อสร้างความโดดเด่นให้กับดีไซน์ภายนอก ผ่านรายละเอียดสำคัญอย่างไฟหน้า ไฟท้าย กระจังหน้าด้านล่าง กระจกมองข้าง และล้อ ที่ช่วยเสริมภาพลักษณ์ให้ดูแฟชั่น ทันสมัย และมีบุคลิกเฉพาะตัว ดีไซน์ยังสะท้อนแนวคิด “Square & Circle” การผสานรูปทรงสี่เหลี่ยมที่ให้ความรู้สึกหรูหรา มั่นคง เข้ากับรูปทรงกลมที่เพิ่มความนุ่มนวล ถ่ายทอดผ่านการออกแบบภายใน เช่น แผงหน้าปัด คอนโซลกลาง และแผงประตูอย่างลงตัว เน้นการออกแบบที่ผสานดีไซน์และฟังก์ชันการใช้งาน อย่างลงตัว ทำให้ Chery Q ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ พร้อมสะท้อนตัวตนของผู้ขับขี่ ภายใต้แนวคิด “Chery Q – So Qute, So You”

ด้านสมรรถนะ Chery Q มาพร้อมระบบขับเคลื่อนล้อหลัง (RWD) มอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูงสุด 90 กิโลวัตต์หรือ 122 แรงม้า แบตเตอรี่ความจุ 42.7 กิโลวัตต์ชั่วโมง มอบความเร็วสูงสุดราว 135 กิโลเมตร/ชั่วโมง ด้านระบบชาร์จ รองรับการชาร์จกระแสสลับ AC สูงสุด 6.6 กิโลวัตต์ รองรับระบบจ่ายไฟอุปกรณ์นอก V2L 330 วัตต์ วิ่งได้ไกลสูงสุดประมาณ 420 กิโลเมตรต่อการชาร์จเต็ม 1 ครั้งตามมาตรฐาน CLTC

 

Chery Q ตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวันได้อย่างคล่องตัว ภายในติดตั้งเทคโนโลยีอำนวยความสะดวกครบครัน อาทิ จอสัมผัสขนาด 15.6 นิ้ว รองรับ Apple CarPlay และ Android Auto ระบบสั่งงานด้วยเสียง และการเชื่อมต่อผ่านแอปพลิเคชัน การชาร์จมือถือไร้สาย ประตูท้ายระบบไฟฟ้าและระบบกุญแจ Keyless พร้อมเทคโนโลยีความปลอดภัยสูงสุด มาพร้อมกล้องมองภาพรอบคัน ระบบช่วยขับขี่อัจฉริยะ ADAS มากถึง 21 ฟังก์ชัน และถุงลมนิรภัย 6 ตำแหน่ง เพื่อยกระดับความมั่นใจในทุกการเดินทาง สะท้อนแนวคิดของ Chery Q ที่ผสานดีไซน์ เทคโนโลยี และความคุ้มค่าเข้าไว้ด้วยกัน

 

Chery Q มีให้เลือกทั้งหมด 3 รุ่นย่อยตั้งแต่รุ่น Qlick, Qool และ Quint กับสเปกจัดเต็ม มาพร้อม 4 สี ได้แก่ Creamy Beige, Sporty White, Magic Purple และ Rose Peach โดยภายในรถตกแต่งสี Cool Black (สีดำ) นอกจากนี้ สำหรับสี Creamy Beige ในรุ่น Quint สามารถเลือกออปชันสีภายในพิเศษเป็นสี Minty Mix (เขียวตัดกับสีดำ) ได้อีกด้วย

โดยในงานมอเตอร์โชว์ CHERY ได้เปิดช่วงราคาของรถ Chery Q ที่ 4xx,000 – 5xx,000 บาท พร้อมเปิดให้ลงทะเบียนรับสิทธิพิเศษภายในงาน และมอบโปรโมชันส่วนลด 20,000 บาท และข้อเสนอ Lifetime Warranty สำหรับแบตเตอรี่แรงดันสูง มอเตอร์ขับเคลื่อน และชุดควบคุมมอเตอร์ขับเคลื่อน ในจำนวนจำกัด 3,000 สิทธิ์ สำหรับผู้จอง Chery Q เฉพาะช่วง Motor Show 2026 ภายในวันที่ 5 เมษายนนี้เท่านั้น

 

ตอกย้ำความสำเร็จ Chery V23! ส่งสองสีใหม่สุดเท่เอาใจคนรักรถสไตล์ Boxy

Chery V23 เผยโฉม 2 สีใหม่ เพื่อเติมเต็มสไตล์ที่แตกต่างให้รถดีไซน์ Boxy เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์ของคนรุ่นใหม่ กับสี “Latte Gray” ในราคา 759,900 บาท และสี “Pop Purple” ซึ่งเป็นรุ่น Limited Edition ในราคา 769,900 บาท พร้อมข้อเสนอพิเศษ ส่วนลด 10,000 บาท และ Lifetime Warranty สำหรับแบตเตอรี่แรงดันสูง มอเตอร์ขับเคลื่อน และชุดควบคุมมอเตอร์ขับเคลื่อน ในจำนวนจำกัด 2,000 สิทธิ์เท่านั้น สำหรับผู้จอง Chery V23 เฉพาะช่วง Motor Show 2026 ภายในวันที่ 5 เมษายนนี้เท่านั้น

 

นอกจากนี้ยังเปิดตัว Chery V23 ชุดแต่ง IRONMAN 4X4 ADVENTURE EDITION เวอร์ชันพิเศษพร้อมชุดแต่ง IRONMAN ที่พัฒนาร่วมกับ IRONMAN 4X4 Thailand เพิ่มความโดดเด่นและปลุกความเป็นสายลุยให้ผู้ขับขี่ที่มองหาประสบการณ์การเดินทางที่เร้าใจมากขึ้น ในราคาพิเศษ 120,000 บาท จากราคาปกติ 133,330 บาท พร้อมรับประกันชุดอุปกรณ์ตกแต่งนาน 8 ปี (การรับประกันนี้ให้เฉพาะลูกค้าที่มีชื่อเป็นเจ้าของรถ Chery V23 มือแรก ณ วันที่ซื้อหรือได้รับชุดตกแต่ง IRONMAN 4X4 ADVENTURE EDITION และติดตั้งกับรถคันดังกล่าวเท่านั้น โดยสิทธิไม่สามารถโอนได้ การรับประกันสิ้นสุดทันทีเมื่อมีการโอนกรรมสิทธิ์ ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือเมื่อรถสิ้นสภาพ/ยกเลิกทะเบียน หรือมีการถอด ดัดแปลง เปลี่ยนแปลง หรือนำอุปกรณ์ไปใช้กับบุคคลหรือยานพาหนะอื่น)

 

Chery V23 เป็นเอสยูวีพลังงานไฟฟ้า 100% ในดีไซน์ Boxy เป็นเอกลักษณ์ สะท้อนความคลาสสิกผสานความทันสมัย ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การเดินทางของคนรุ่นใหม่ ออกแบบมาให้ขับสนุกภายใต้แนวคิด “Born To Play” ดีไซน์ภายนอกดึงดูดทุกสายตาด้วยกันชนหน้า-หลังทรงมน ซุ้มล้อและบันไดข้างที่เสริมความเท่ พร้อมกล่องเก็บสัมภาระบริเวณประตูท้ายที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก LEGO ความสูงใต้ท้องรถถึง 210 มม. มั่นใจขับขี่ได้ทุกเส้นทาง มาพร้อมล้ออัลลอยสีดำรมควันขนาด 19 นิ้วสำหรับรุ่น PLAY และ PLUS และขนาด 21 นิ้วสำหรับรุ่น PEAK ภายในห้องโดยสารออกแบบให้ทัศนวิสัยกว้าง เบาะคู่หน้าพับได้ 180 องศา เบาะคู่หลังพับราบแบบ 50:50 เพิ่มพื้นที่ใช้สอยได้ตามต้องการ ด้านเทคโนโลยีครบครันด้วยหน้าจอทัชสกรีนขนาด 15.4 นิ้ว รองรับ Apple CarPlay และ Android Auto กล้องมุมมองรอบทิศทาง 540 องศา พร้อมแผงควบคุมที่เลือกโหมดขับขี่ได้ถึง 6 โหมด ด้านสมรรถนะ รุ่น V23 4WD PEAK ขับเคลื่อน 4 ล้อด้วยมอเตอร์คู่ (Dual Motor) กำลังสูงสุด 211 แรงม้า แบตเตอรี่ขนาด 81.76 กิโลวัตต์ชั่วโมง วิ่งได้ไกลสูงสุด 430 กิโลเมตร (NEDC) รองรับการชาร์จ DC สูงสุด 104 กิโลวัตต์ ชาร์จจาก 20% ถึง 80% ภายใน 42 นาที พร้อมระบบ V2L จ่ายไฟให้อุปกรณ์ภายนอกได้สูงสุด 3.3 กิโลวัตต์ ส่วนรุ่น PLAY และ PLUS ขับเคลื่อน 2 ล้อ กำลัง 136 แรงม้า แบตเตอรี่ 59.93 กิโลวัตต์ชั่วโมง วิ่งได้ไกลสูงสุด 360 กิโลเมตร (NEDC) ชาร์จ DC สูงสุด 85 kW จาก 20% ถึง 80% ภายใน 36 นาที

 

CHERY V23 จัดเต็มเทคโนโลยีความปลอดภัยด้วยระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ ADAS 12 ฟังก์ชัน พร้อมโครงสร้างตัวถังเหล็กกล้าความแข็งแรงสูงและเกราะป้องกันแบตเตอรี่เคลือบ PVC กันการกัดกร่อนและการกระแทก ทั้งหมดนี้ทำให้ CHERY V23 เป็นซับคอมแพกต์เอสยูวีไฟฟ้าที่ผสานดีไซน์เรโทร สมรรถนะคล่องตัว และเทคโนโลยีล้ำสมัยเข้าไว้ด้วยกัน พร้อมตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ของคนเมืองยุคใหม่

 

ล่าสุด CHERY เดินหน้ายกระดับประสบการณ์การขับขี่ของลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ให้ความสำคัญกับการรับฟังความคิดเห็นและประสบการณ์จากลูกค้า นำเสนอออปชันการเปลี่ยนกระจกมองข้างสำหรับ Chery V23 โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ทั้งนี้ CHERY ได้ทุ่มงบประมาณกว่า 46 ล้านบาท ในการพัฒนาและปรับเปลี่ยนกระจกมองข้างครั้งนี้ ซึ่งสะท้อนถึงความตั้งใจของแบรนด์ในการดูแลลูกค้าเสมือนสมาชิกในครอบครัว และมุ่งมั่นยกระดับประสบการณ์งานบริการหลังการขายให้ดียิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง กระจกมองข้างของ Chery V23 รุ่นใหม่จึงได้รับการออกแบบให้มีขนาดใหญ่และกว้างขึ้น ช่วยเพิ่มองศาการมองเห็นด้านข้างได้ดียิ่งขึ้นและทัศนวิสัยที่ไกลขึ้น เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการใช้งาน และเพิ่มความสะดวกสบายรวมถึงความมั่นใจในการขับขี่

ทั้งนี้ เจ้าของรถ Chery V23 ที่ประสงค์เปลี่ยนกระจกมองข้างเป็นรุ่นใหม่ สามารถติดต่อผู้จำหน่ายใกล้บ้าน เพื่อลงนัดหมายล่วงหน้าได้ตั้งแต่วันนี้ เพื่อเข้ารับการเปลี่ยนโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ได้ตั้งแต่ 1 เมษายน 2569 เป็นต้นไป

Chery TIGGO 8 CSH  ในราคาที่คุ้มค่าที่สุด กับโอกาสสุดท้ายก่อนการปรับราคา

รถพรีเมียมเอสยูวี ทุกสัมผัสความสบายของครอบครัวมาก่อนเสมอ ขับเคลื่อนด้วยขุมพลัง CSH (Chery Super Hybrid) แบบ Plug-in Hybrid Electric Vehicle (PHEV) ที่ทรงพลังและประหยัด ตอบโจทย์การใช้งานของครอบครัวคนไทย มาพร้อมกับเทคโนโลยีความปลอดภัยที่ทันสมัยครบครัน ห้องโดยสารกว้างขวางหรูหรา ดีไซน์ภายนอกโดดเด่นด้วยกระจังหน้าทรงเพชร (Diamond Shape) สอดรับกับชุดไฟหน้า LED อัจฉริยะพร้อม Daytime Running Light มือจับประตูแบบซ่อนเรียบไปกับเส้นสายตัวถัง เสริมด้วยล้ออัลลอยขนาด 19 นิ้ว สะท้อนความเรียบหรูในทุกมุมมอง ภายในห้องโดยสารกว้างขวาง เบาะผู้โดยสารด้านหน้าดีไซน์แบบ “Queen Seat” พร้อมฟังก์ชันนวด 10 จุดและที่รองน่อง มอบความผ่อนคลายเหนือระดับ เบาะแถวที่ 3 พับราบได้ เพิ่มพื้นที่เก็บสัมภาระสูงสุด 1,930 ลิตร รองรับทุกไลฟ์สไตล์ของครอบครัว ระบบความบันเทิงครบครันด้วยหน้าจอสัมผัสขนาด 15.6 นิ้ว กล้องแสดงภาพรอบทิศทาง 540 องศา ระบบสั่งการด้วยเสียง และเครื่องเสียง SONY 12 ตำแหน่ง

ด้านสมรรถนะ TIGGO 8 CSH ผสานเครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ 1.5 ลิตร กำลัง 143 แรงม้า เข้ากับมอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูง 358 แรงม้า รวมกำลังสูงสุด 501 แรงม้า แรงบิด 735 นิวตันเมตร อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 6.8 วินาที วิ่งในระบบ Plug-in Hybrid ได้ไกลสูงสุด 1,200 กิโลเมตรต่อการเติมพลังงานเต็ม 1 ครั้ง พร้อมระบบชาร์จเร็วจาก 30% ถึง 80% ภายใน 20 นาที TIGGO 8 CSH ยังจัดเต็มเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ ด้วยถุงลมนิรภัย 10 ตำแหน่ง โครงสร้างตัวถังเหล็กคุณภาพสูง (Ultra-high-strength Steel) และระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ ADAS 16 ฟังก์ชัน ยกระดับความมั่นใจในทุกการเดินทาง สะท้อนแนวคิดของ CHERY TIGGO 8 CSH ที่ผสานความหรูหรา สมรรถนะ และความปลอดภัยเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อให้คุณและคนที่คุณรักมีความสุขในทุกเส้นทาง

เป็นเจ้าของ Chery TIGGO 8 CSH ในราคาที่คุ้มค่าที่สุด โอกาสสุดท้ายก่อนการปรับราคา ทั้ง 2 รุ่น PHEV 2WD ESTEEM 899,000 บาท* และรุ่น PHEV 4WD ELITE 999,000 บาท* ดังนั้นคนที่กำลังเล็งรุ่นนี้อยู่ต้องรีบจับจองด่วน!

 

นอกจากนี้ CHERY ยังคงตอกย้ำบทบาทในการผลักดันพลังแห่งความคิดสร้างสรรค์ โดยภายในบูท CHERY HAPPINESS HUB จัดแสดง 6 โมเดลผลงานการออกแบบอุปกรณ์ตกแต่งรถ Chery V23 จาก 6 ไฟนอลลิสต์จากโครงการ Chery V23 Style Up Challenge ที่ก่อนหน้านี้เปิดเวทีให้นักศึกษาและบุคคลทั่วไปได้ร่วมส่งผลงานการดีไซน์ที่เปี่ยมคาแรกเตอร์และมีศักยภาพในการนำไปใช้จริงในเชิงพาณิชย์โดยผู้เข้าร่วมงานสามารถร่วมโหวตผลงาน Popular Vote พร้อมลุ้นรับของรางวัลพิเศษเป็น iPad มูลค่า 12,900 บาท 1 รางวัล จากการร่วมโหวต ก่อนประกาศผลผู้ชนะบนเวทีในวันสุดท้ายของงานมอเตอร์โชว์

 

ห้ามพลาดกับบูท CHERY พบกับยานยนต์ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่และครอบครัวคนไทย พร้อมข้อเสนอสุดพิเศษสุดคุ้ม ณ บูท CHERY หมายเลข A25 ณ ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ เมืองทองธานี ตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม จนถึงวันที่ 5 เมษายน 2569 หรือที่สัมผัสรถทุกรุ่นที่โชว์รูม CHERY ทั่วประเทศ พร้อมรับข้อเสนอเดียวกันกับงานมอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 ตั้งแต่วันที่ 23 มีนาคม จนถึงวันที่ 5 เมษายนนี้ ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.chery-thailand.com และ เฟซบุ๊ก CHERY Thailand

เบนท์ลีย์ แบงค็อก จัดแสดง Bentayga Hybrid ยนตรกรรมหรูแต่งสปอร์ตกับข้อเสนอมอเตอร์โชว์ พร้อมรับรถทันที ณ งาน AAS Group Roadshow 2026

(กรุงเทพฯ 18 มีนาคม 2569) เบนท์ลีย์ แบงค็อก โดย บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด ผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายรถยนต์เบนท์ลีย์อย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย เชิญผู้ที่หลงใหลในเสน่ห์แห่งยนตรกรรมสัญชาติอังกฤษสัมผัสความสปอร์ตของ Bentayga Hybrid ยนตรกรรมแบบอเนกประสงค์สุดหรูที่โดดเด่นด้วยชุดแต่งสไตล์สปอร์ตพร้อมส่งมอบกับข้อเสนอเดียวกับมอเตอร์โชว์และสิทธิประโยชน์ที่เหนือกว่า โดยผู้เข้าชมงานยังสามารถเลือกช้อปคอกเลกชันเบนท์ลีย์ สินค้าไลฟ์สไตล์ที่ได้รับการออกแบบอย่างมีสไตล์และเรียบหรูอย่างตุ๊กตาหมี เสื้อโปโล หมวกเบสบอล เครื่องหนัง และคอลเลกชันอื่นๆ อีกมากมายที่ลดสูงสุดถึง 35% ในงาน AAS Group Roadshow 2026 วันนี้ ถึง วันที่ 22 มีนาคม 2569 ณ ศูนย์การค้าเอ็มโพเรียม

เปิดตัวภาพยนตร์ปอร์เช่ “There is No Substitute” ครั้งแรกในประเทศไทย



ปอร์เช่ ประเทศไทย เปิดตัว คาเยนน์ เทอร์โบ อิเล็กทริค ครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47
เปิดตัวคาเยนน์ เทอร์โบ อิเล็กทริค ครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47

คาเยนน์ เทอร์โบ อิเล็กทริค สะท้อนก้าวสำคัญด้านเทคโนโลยีของปอร์เช่ พร้อมสร้างมาตรฐานใหม่ในฐานะรถยนต์ที่ทรงพลังที่สุดของแบรนด์ที่ผลิตมาสำหรับท้องถนน ด้วยกำลังสูงสุดถึง 850 กิโลวัตต์ (1,156 แรงม้า) และแรงบิดสูงสุด 1,500 นิวตันเมตร
เพิ่มความหลากหลายของตัวเลือกขุมพลังครบทั้งสามระบบขับเคลื่อนสำหรับตระกูลคาเยนน์
เปิดตัวภาพยนตร์สั้น “Porsche. There is no substitute” ถ่ายทอดเรื่องราวผ่าน 5 บุคคลชาวไทยผู้รักในแบรนด์ปอร์เช่ ผ่านการสะท้อนตัวตนในหลากหลายมิติ
ข้อเสนอพิเศษสำหรับยนตรกรรมหลากหลายรุ่นภายในงานและที่ตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการทุกแห่ง เปิดโอกาสให้สัมผัสสมรรถนะ เทคโนโลยี และการออกแบบของปอร์เช่อย่างใกล้ชิด
ปอร์เช่ ประเทศไทย พร้อมถ่ายทอดจิตวิญญาณของ “Porsche. There is no substitute.” สู่เวทีบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 ตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม ถึง 5 เมษายนนี้ ณ บูธ A17 เพื่อร่วมสัมผัสยนตรกรรมของปอร์เช่อย่างเต็มรูปแบบ ไฮไลต์สำคัญของปีนี้คือการเปิดตัว

คาเยนน์ อิเล็กทริค ใหม่ (The new Cayenne Electric) ครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นำโดยคาเยนน์ เทอร์โบ อิเล็กทริค (Cayenne Turbo Electric) ที่ได้สร้างมาตรฐานใหม่ในฐานะรถยนต์สายการผลิตที่ทรงพลังที่สุดของปอร์เช่ ด้วยกำลังสูงสุดถึง 850 กิโลวัตต์ (1,156 แรงม้า) และแรงบิดสูงสุด 1,500 นิวตันเมตร โดยทางเลือกขุมพลังของคาเยนน์ทั้ง 3 ระบบขับเคลื่อน ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการนำเสนอความหลากหลายของยนตรกรรมปอร์เช่ และการเปิดตัวผลงาน “Porsche. There is no substitute.” เป็นครั้งแรก ถ่ายทอดเรื่องราวผ่าน 5 บุคคลชาวไทยที่สะท้อนจิตวิญญาณของปอร์เช่ในหลากหลายมิติ พร้อมด้วยข้อเสนอพิเศษภายในงานสำหรับหลากหลายรุ่น ปอร์เช่ ประเทศไทย ขอเชิญทุกท่านร่วมสัมผัสสมรรถนะ เทคโนโลยี และการออกแบบอันเป็นเอกลักษณ์อย่างใกล้ชิด
กรุงเทพฯ. ปอร์เช่ ประเทศไทย พร้อมสร้างความเร้าใจบนเวทีบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 ที่จะจัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม ถึง 5 เมษายน 2569 ณ อิมแพค ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1-3 เมืองทองธานี ด้วยการเปิดตัวรถยนต์เอสยูวีไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบรุ่นล่าสุด ครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยจัดแสดงคาเยนน์ เทอร์โบ อิเล็กทริค (Cayenne Turbo Electric) พร้อมด้วยรุ่นในตระกูลเดียวกันอย่าง
คาเยนน์ เอส อี-ไฮบริด คูเป้ (Cayenne S E-Hybrid Coupé) รุ่นปรับโฉมปี 2026 ที่ประกอบในภูมิภาค
ปอร์เช่ ประเทศไทย ยังพร้อมนำเสนอผลงาน “There is No Substitute.” ถ่ายทอด 5 มิติของความหลงใหลในปอร์เช่ ผ่าน 5 มุมมองจากผู้ขับขี่และรักในแบรนด์ สะท้อนเหตุผลว่าทำไมไม่มีสิ่งใดสามารถแทนปอร์เช่ได้ รวมทั้งภายในบูธยังจัดแสดงยนตรกรรมปอร์เช่หลากหลายรุ่น พร้อมข้อเสนอพิเศษทั้งภายในงานและตัวแทนจำหน่ายปอร์เช่อย่างเป็นทางการทั่วประเทศ

เปิดตัวคาเยนน์ อิเล็กทริค ใหม่ ครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ปอร์เช่ ประเทศไทย ก้าวสู่บทใหม่ของรถสปอร์ตสัญชาติเยอรมัน ด้วยการเปิดตัว คาเยนน์ อิเล็กทริค ใหม่ รถยนต์ทรงพลังที่สุดที่ปอร์เช่ผลิตมาสำหรับท้องถนน พร้อมมอบความอเนกประสงค์ที่เหนือกว่า ทั้งความเร้าใจบนท้องถนน ความมั่นใจในการขับขี่แบบออฟโรด และความสะดวกสบายในการเดินทางระยะไกล คาเยนน์ อิเล็กทริค เปิดตัวในประเทศไทยด้วยกัน 3 รุ่น ได้แก่ คาเยนน์ อิเล็กทริค (Cayenne Electric), คาเยนน์ เอส อิเล็กทริค (Cayenne S Electric) และคาเยนน์ เทอร์โบ อิเล็กทริค (Cayenne Turbo Electric) ที่จะเป็นไฮไลต์ของงานและจัดแสดงเป็นครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกด้วย

คาเยนน์ อิเล็กทริค ใหม่ ออกแบบมาเพื่อยกระดับทั้งสมรรถนะและการใช้งานในชีวิตประจำวัน ด้วยความอเนกประสงค์ที่เพิ่มขึ้นจากพื้นที่เก็บสัมภาระที่ขยายใหญ่มากขึ้น และพื้นที่วางขาที่กว้างขวางยิ่งขึ้น โดดเด่นด้วยดีไซน์ภายนอกใหม่ที่มาพร้อมไฟหน้า HD-Matrix LED กระจกหน้าต่างแบบไร้กรอบ และค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศเพียง 0.25 ซึ่งเป็นหนึ่งในค่าที่ดีที่สุดในกลุ่มเอสยูวีพรีเมียม
ภายในห้องโดยสารยกระดับประสบการณ์การขับขี่ด้วย Flow Display หน้าจอ OLED แบบโค้งที่เชื่อมต่ออย่างไร้รอยต่อกับคอนโซลกลาง เสริมด้วยจอหน้าปัดดิจิทัล OLED ขนาด 14.25 นิ้ว และหน้าจอสำหรับผู้โดยสารด้านหน้าขนาด 14.9 นิ้วที่มีให้เลือกเป็นอุปกรณ์เสริม พร้อมติดตั้งระบบช่วงล่างประสิทธิภาพสูง อาทิ ระบบเลี้ยวล้อหลัง และระบบช่วงล่างถุงลมแบบปรับระดับได้ พร้อมระบบ Porsche Active Suspension Management (PASM) เพื่อเพิ่มความแม่นยำและความนุ่มนวลในการขับขี่ มาพร้อมแบตเตอรี่แรงดันสูงความจุ 113 กิโลวัตต์ชั่วโมง รองรับการชาร์จความเร็วสูงสุดถึง 400 กิโลวัตต์ โดยสามารถชาร์จจาก 10–80% ได้ภายในเวลาไม่ถึง 16 นาที และเพิ่มระยะทางขับขี่ได้มากกว่า 300 กิโลเมตร ภายในเวลาประมาณ 10 นาที
คาเยนน์ เทอร์โบ อิเล็กทริค ใหม่ ให้กำลังสูงสุดถึง 850 กิโลวัตต์ (1,156 แรงม้า) พร้อมแรงบิดสูงสุด 1,500 นิวตันเมตร ในโหมด Launch Control อัตราเร่งจาก 0–100 กม./ชม. ใน 2.5 วินาทีและความเร็วสูงสุดที่ 260 กม./ชม. ระยะทางการขับขี่รวมตามมาตรฐาน WLTP สูงสุด 623 กิโลเมตร พร้อมองค์ประกอบแอโรไดนามิกแบบแอคทีฟ ได้แก่ ช่องรับอากาศด้านหน้าที่เปิด-ปิดได้ สปอยเลอร์หลังคาแบบปรับองศาอัตโนมัติ และแผง Aeroblades แบบแอคทีฟด้านท้าย ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้านอากาศพลศาสตร์ พร้อมคงเอกลักษณ์สมรรถนะของปอร์เช่

คาเยนน์ เอส อิเล็กทริค ใหม่ มอบพละกำลังสูงสุด 490 กิโลวัตต์ (666 แรงม้า) พร้อมแรงบิดสูงสุด 1,080 นิวตันเมตร ในโหมด Launch Control สามารถเร่งความเร็วจาก 0–100 กม./ชม. ได้ใน 3.8 วินาที และทำความเร็วสูงสุดที่ 250 กม./ชม. พร้อมระยะทางขับขี่สูงสุดตามมาตรฐาน WLTP ถึง 653 กิโลเมตร
คาเยนน์ อิเล็กทริค ใหม่ เติมเต็มตัวเลือกในตระกูลคาเยนน์อย่างสมบูรณ์ ทำให้ครอบคลุมทั้งขุมพลังไฟฟ้า ไฮบริด และเครื่องยนต์สันดาป โดยจะมีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ 2569 เตรียมพบกับคาเยนน์ เทอร์โบ อิเล็กทริค และการประกาศราคาอย่างเป็นทางการในวันที่ 23 มีนาคม 2569
ความทรงพลังและเร้าใจเต็มพิกัดกับ มาคันน์ จีทีเอส รุ่นพลังงานไฟฟ้าเต็มรูปแบบ

มาคันน์ จีทีเอส (Macan GTS) รุ่นย่อยที่ 5 ของตระกูลมาคันน์ไฟฟ้า โดดเด่นทั้งภายนอกและภายในด้วยดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์และรายละเอียดตกแต่งโทนสีเข้ม โดยหลังจากการเปิดตัวในปี 2025 นับเป็นครั้งแรกที่มาคันน์ จีทีเอส จะถูกนำมาจัดแสดงในประเทศไทยและพร้อมส่งมอบให้แก่ลูกค้า ซึ่งจะเปิดโอกาสให้ผู้หลงใหลในปอร์เช่ได้สัมผัสสมาชิกใหม่ล่าสุดของตระกูลมาคันน์อย่างเต็มรูปแบบ

มาคันน์ จีทีเอส มอบพละกำลังสูงสุด 420 กิโลวัตต์ (571 แรงม้า) ในโหมดโอเวอร์บูสท์ พร้อมแรงบิดสูงสุด 955 นิวตันเมตร และอัตราเร่งจาก 0–100 กม./ชม. ใน 3.8 วินาที มาพร้อมระบบล็อกเฟืองท้ายควบคุมด้วยไฟฟ้า และช่วงล่างถุงลมสปอร์ตแบบปรับระดับความสูง ช่วยเพิ่มความคล่องตัวและการทรงตัวอย่างเหนือระดับ พร้อมโหมดแทรค ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการระบายความร้อนของแบตเตอรี่และยกระดับสมรรถนะการขับขี่สูงสุด

มาคันน์ จีทีเอส สามารถขับขี่สูงสุดตามมาตรฐาน WLTP ได้ไกลถึง 614 กิโลเมตรต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง และเมื่อชาร์จเร็วแบบ DC แบตเตอรี่แรงดันสูงขนาด 100 กิโลวัตต์ชั่วโมง (kWh) สามารถชาร์จจาก 10 ถึง 80 เปอร์เซ็นต์ ได้ภายในเวลา 21 นาที โดยมีความสามารถในการชาร์จสูงสุดถึง 270 กิโลวัตต์ (kW) โดดเด่นด้วยดีไซน์สไตล์จีทีเอส ที่เน้นความสปอร์ตด้วยรายละเอียดตกแต่งโทนสีเข้ม พร้อมแพ็คเกจตกแต่งภายในแบบ GTS Interior Package ที่ตกแต่งด้วยด้ายเย็บสีเดียวกับตัวรถ โดยมาคันน์ จีทีเอส พร้อมจำหน่ายในประเทศไทยด้วยราคาเริ่มต้น 7,290,000 บาท

เปิดตัวผลงานภาพยนตร์ “Porsche. There Is No Substitute.” ครั้งแรกในประเทศไทย
เปิดตัวครั้งแรกที่งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 กับผลงาน “Porsche. There is no substitute.”  โดยเป็นผลงานที่ถ่ายทอดเรื่องราวของปอร์เช่ที่สร้างขึ้นในประเทศไทยเป็นครั้งแรกผ่าน 5 บุคคลที่สะท้อนจิตวิญญาณของปอร์เช่ในหลากหลายมิติ สะท้อนแนวคิด There is no substitute ที่สอดคล้องกับแนวคิดหลักของปอร์เช่
“เติ้น – ทัศนพล อินทรภูวศักดิ์” นักขับ Formula 2 ถ่ายทอดมิติด้าน Performance ผ่านความเชื่อมโยงระหว่างผู้ขับขี่และรถปอร์เช่ที่เป็นหนึ่งเดียวกัน “ตั้ม – ชนิพล กุศลชาติธรรม” ผู้กำกับภาพยนตร์และเจ้าของร้านสูท Bespoke สะท้อนมิติด้าน Design ผ่านความสมดุล ความแม่นยำ และความสุนทรีย์ พร้อมทำหน้าที่ผู้กำกับผลงานที่ถ่ายทอดมุมมองและความหลงใหลในปอร์เช่ผ่านภาพยนต์เรื่องนี้ “เต้น – สีหบุตร ชุมสาย ณ อยุธยา” ผู้ก่อตั้ง Das Treffen และผู้กำกับภาพยนตร์ ถ่ายทอดมิติด้าน Heritage ผ่านวัฒนธรรมและคอมมูนิตี้ที่หล่อหลอมแบรนด์ปอร์เช่ “ลูกนัท – ปณิชา ดอกจันทน์” ผู้ประกอบการธุรกิจอาหาร สะท้อนมิติ Driving Fun ผ่านอิสรภาพและความสุขในการขับขี่ และ “โก้ – ชานนท์ เรืองกฤตยา” ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารโครงการ Porsche Design Tower Bangkok และบริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ถ่ายทอดมิติด้าน Exclusivity ผ่านวิสัยทัศน์ เป้าหมาย และความเอ็กซ์คลูซีฟที่แตกต่าง โดยเรื่องราวของทั้ง 5 บุคคลนี้ได้ร่วมกันสะท้อนแก่นแท้ของปอร์เช่ผ่านเส้นทางที่แตกต่าง แต่หลอมรวมด้วยแนวคิดเดียวกันว่าสำหรับปอร์เช่ ไม่มีสิ่งใดทดแทนได้ถ่ายทอดสมรรถนะของปอร์เช่ในทุกขุมพลัง

ปอร์เช่ ประเทศไทย พร้อมจัดแสดงยนตรกรรมให้ท่านได้ร่วมสัมผัสสมรรถนะของปอร์เช่ในหลากหลายขุมพลัง นำเสนอยนตรกรรมอย่างครบถ้วน ครอบคลุมทั้งรถสปอร์ตระดับตำนาน นวัตกรรมไฟฟ้าเต็มรูปแบบ และเทคโนโลยีปลั๊กอินไฮบริดขั้นสูง พร้อมร่วมเฉลิมฉลอง 75 ปีแห่งปอร์เช่ มอเตอร์สปอร์ตด้วยยนตรกรรมระดับตำนานทั้งปอร์เช่ 911 และ 718 ที่สะท้อนมรดกแห่งสนามแข่งและเอกลักษณ์การขับขี่ของปอร์เช่ พร้อมกลุ่มรถพลังงานไฟฟ้าเต็มรูปแบบนำโดยเอสยูวีอย่างมาคันน์ จีทีเอสและรถสปอร์ตพลังงานไฟฟ้าอย่างไทคานน์ (Taycan) และไทคานน์ ครอส ทัวริสโม (Taycan Cross Turismo)
ในกลุ่มยนตรกรรมปลั๊กอินไฮบริด พานาเมร่า โฟร์ อี-ไฮบริด (Panamera 4 E-Hybrid) และคาเยนน์ เอส อี-ไฮบริด คูเป้ (Cayenne S E-Hybrid Coupé) รุ่นประกอบในภูมิภาค สะท้อนแนวทางของปอร์เช่ในการผสานเทคโนโลยีไฟฟ้าเข้ากับสมรรถนะการขับขี่แบบไดนามิก โดยคาเยนน์ เอส อี-ไฮบริด คูเป้ รุ่นปรับโฉมปี 2026 ซึ่งได้รับความนิยมจากลูกค้าในประเทศไทย ยกระดับความโดดเด่นยิ่งขึ้นด้วยล้อ RS Spyder Design ขนาด 21 นิ้ว ไฟหน้า HD Matrix LED พวงมาลัย GT Sports และแพ็กเกจ Sport Chrono ตอกย้ำตำแหน่งของคาเยนน์ในฐานะเอสยูวีที่ผสานสมรรถนะ การออกแบบ และการใช้งานในชีวิตประจำวันได้อย่างลงตัว
ข้อเสนอพิเศษสำหรับบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47
ในโอกาสพิเศษนี้ปอร์เช่ ประเทศไทย มอบสิทธิพิเศษหลากหลายรายการ โดยลูกค้าที่จองและรับรถระหว่างวันที่ 16 มีนาคม ถึง 30 เมษายน 2569 จะได้รับสิทธิประโยชน์ไม่ว่าจะเป็นอัตราดอกเบี้ยผ่อนชำระพิเศษเริ่มต้นที่ 0.99% ประกันภัยชั้นหนึ่งนานสูงสุด 2 ปี ขยายการรับประกันคุณภาพรถ และสิทธิประโยชน์อื่น ๆ

เพื่อยกระดับประสบการณ์การเป็นเจ้าของรถสปอร์ตพลังงานไฟฟ้า ปอร์เช่ ประเทศไทย ร่วมกับพาร์ทเนอร์นำเสนอสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม* โดยลูกค้าที่ซื้อและรับมอบรถยนต์ระหว่างวันที่ 16 มีนาคม ถึง 31 ธันวาคม 2569 จะได้รับเครดิตชาร์จไฟมูลค่า 10,000 บาท สำหรับใช้ที่สถานีชาร์จ Shell Recharge เป็นระยะเวลา 3 ปี
ปอร์เช่ ประเทศไทยพร้อมมอบข้อเสนอพิเศษให้ทั้งภายในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ 2569 และที่ตัวจำหน่ายปอร์เช่อย่างเป็นทางการทั่วประเทศ 


Primus Group เสริมทัพ! รุกตลาด EV ลักชูรี ทุ่มงบ 120 ล้านบาท เปิด Zeekr House แฟลกชิปใหม่ ย่านราชพฤกษ์



Primus Group แรงไม่หยุด! รับอานิสงค์ตลาดรถ EV บูม ดันยอดรายได้ TOAVH พุ่งแตะ 12,000 ล้านบาท เร่งเสริมทัพขยายเครือข่ายธุริจ ทุ่มงบกว่า 120 ล้านบาท เปิด Zeekr House Primus แฟลกชิฟใหม่ ย่านราชพฤกษ์  พร้อมเปิดเกมรุกตลาดภาคเหนือ เตรียมผุดโชว์รูมเพิ่มในเชียงใหม่ ขยายกลุ่มลูกค้ารถ EV พรีเมี่ยม

นายณัฏฐวุฒิ ตั้งคารวคุณ ประธาน กลุ่มบริษัท ทีโอเอ เวนเจอร์ โฮลดิ้ง จำกัด และ ไพรม์มัส กรุ๊ป เปิดเผยว่า ในปี 2568 ภาพรวมเศรษฐกิจไทยมีการเติบโตเพียงเล็กน้อย ส่งผลทำให้ธุรกิจหลายภาคส่วนชะลอ อย่างไรก็ตาม กลุ่มธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้า (EV) กลับมีแนวโน้มการเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากปัจจัยสนับสนุนสำคัญ ได้แก่ การเร่งตัดสินใจซื้อยานยนต์ไฟฟ้าก่อนสิ้นสุดมาตรการสนับสนุน EV 3.0 ของภาครัฐ ประกอบกับกลยุทธ์ทางการตลาดของ แบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าที่นำเสนอผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่อย่างหลากหลาย และมีระดับราคาที่เข้าถึงได้มากขึ้น ส่งผลให้ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยมีอัตราการเติบโตมากกว่า 74%
เช่นเดียวกับ Primus Group ที่ประสบความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง และก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านยอดขายอันดับ 1 ในหลายแบรนด์ที่บริษัทดูแล โดยในปี 2568 มียอดจำหน่ายรวมทั้งสิ้น 5,321 คัน เติบโตเพิ่มขึ้น 70% เมื่อเทียบกับปี 2567 ที่มียอดขายรวม 3,211 คัน ส่งผลทำให้ TOAVH เติบโตกว่า 20% และมีรายได้รวมกว่า 12,000 ล้านบาท โดยมีธุรกิจดีลเลอร์รถยนต์เป็นกลุ่มหลัก ที่มีสัดส่วนประมาณ 50% ของรายได้ทั้งหมด
ด้วยการเติบโตของธุรกิจกลุ่มดีลเลอร์รถยนต์ สะท้อนถึงศักยภาพในการดำเนินธุรกิจที่แข็งแกร่ง ตลอดจนความเชื่อมั่นของลูกค้าที่มีต่อ Primus Group ซึ่งให้ความสำคัญกับการยกระดับมาตรฐานการบริการระดับพรีเมียมแบบครบวงจร เพื่อมอบประสบการณ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้อย่างแท้จริง ภายใต้แนวคิดสำคัญในการมุ่งสู่การเป็นแบรนด์อันดับ 1 ในใจลูกค้า “Top of Mind Brand”
ล่าสุด Primus Group ได้เดินหน้าขยายเครือข่ายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ด้วยการเปิด Zeekr House Primus โชว์รูมและศูนย์บริการรถยนต์ของ Zeekr แฟลกชิปแห่งใหม่ บนถนนราชพฤกษ์ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในทำเลยุทธศาสตร์ที่มีศักยภาพสูงของกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันตก โดยโชว์รูมแห่งนี้ได้รับการออกแบบตามมาตรฐาน CI ใหม่ของแบรนด์ ภายใต้แนวคิดโชว์รูมระดับพรีเมียม–ลักชูรี ที่ผสานความหรูหรา ทันสมัย  และฟังก์ชันการใช้งานไว้อย่างลงตัว พร้อมยกระดับมาตรฐานการ

บริการที่ครอบคลุมทั้งด้านการจำหน่ายและบริการหลังการขายแบบครบวงจร เพื่อมอบประสบการณ์ที่เหนือระดับและสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้า
นอกจากนี้ เพื่อการรองรับการเติบโตของตลาดรถ EV ในอนาคต ยังเป็นการเพิ่มโอกาสทางธุรกิจของ Primus Group ให้เติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว โดย Primus Group ได้รับความไว้วางใจจาก ZEEKR ประเทศไทย แต่งตั้งให้เป็นดีลเลอร์ Zeekr อย่างเป็นทางการ เพื่อดูแลกลุ่มลูกค้าในจังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดใกล้เคียง โดยมีแผนเปิด Zeekr House Primus สาขาเชียงใหม่อีก 1 แห่ง ภายในเดือนสิงหาคมศกนี้

นายจิระพล รุจิวิพัฒน์ กรรมการผู้จัดการ กลุ่มบริษัทในเครือ Primus Group กล่าวว่า Primus Group ดำเนินธุรกิจภายใต้ 3 หลักการสำคัญ ได้แก่ การให้บริการแบบครบวงจร (One-Stop Service) การมีทีมงานมืออาชีพที่มีประสบการณ์ในอุตสาหกรรมยานยนต์ และการมุ่งสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้า โดยให้ความสำคัญกับการมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การให้คำปรึกษาและเลือกซื้อรถยนต์ การส่งมอบรถยนต์ ไปจนถึงการดูแลบริการหลังการขาย รวมทั้งงานซ่อมสีและตัวถัง  เพื่อยกระดับมาตรฐานการบริการอย่างต่อเนื่อง และตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
ด้วยหลักการดำเนินธุรกิจดังกล่าว ทำให้ Primus Group ประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านรางวัลความพึงพอใจของลูกค้า และรางวัลยอดขายอันดับ 1 จากหลายแบรนด์ที่บริษัทเป็นผู้แทนจำหน่าย สะท้อนถึงมาตรฐานการให้บริการระดับสูง และศักยภาพของทีมงานที่มีความเชี่ยวชาญด้านยานยนต์ โดยแนวทางดังกล่าว จะนำมาใช้ในการบริหารงานและพัฒนา Zeekr House Primus ให้มีศักยภาพด้านบริการสูงสุดสำหรับลูกค้า Zeekr ด้วยเช่นกัน
Zeekr House Primus เป็นโชว์รูม Flagship แห่งใหม่ บนถนนราชพฤกษ์ เป็นทำเลที่ตั้งสำคัญของกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันตก ด้วยพื้นที่ใช้งานกว่า 2 ไร่ ภายในได้รับการออกแบบให้ทันสมัยและสะท้อนภาพลักษณ์ของแบรนด์ Zeekr อย่างชัดเจน ด้านหน้าเป็นพื้นที่จัดแสดงรถยนต์ Zeekr ครบทุกรุ่น ทุกแบบกว่า 6 คัน พร้อมโซนรับรองลูกค้าระดับเอ็กซ์คลูซีฟ และบริการให้คำปรึกษาด้านผลิตภัณฑ์โดยเฉพาะ ทั้งมีบริการอาหารว่าง-เครื่องดื่มที่เลือกสรรสำหรับลูกค้าคนสำคัญ เพื่อมอบประสบการณ์ที่แตกต่าง เหนือระดับ และตอบโจทย์สไตล์ของลูกค้าได้อย่างลงตัว
นอกจากนี้ ได้จัดสรรพื้นที่สำหรับการส่งมอบรถยนต์ที่ออกแบบเป็นพิเศษ เพื่อสร้างประสบการณ์ที่น่าประทับใจให้แก่ลูกค้าในช่วงเวลาสำคัญของการรับมอบรถยนต์ และการเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว Primus Group

ด้านศูนย์บริการหลังการขาย Zeekr House Primus ได้ออกแบบพื้นที่เพื่อรองรับการให้บริการอย่างครบวงจร ครอบคลุมทั้งงานตรวจเช็ก ซ่อมแซม บำรุงรักษา รวมถึงงานซ่อมสีและตัวถัง ภายใต้มาตรฐานคุณภาพระดับสูง โดยทีมช่างผู้เชี่ยวชาญที่ผ่านการอบรมตามหลักสูตรของ Zeekr พร้อมด้วยอุปกรณ์และเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อรองรับการดูแลรักษารถยนต์ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยมีช่องซ่อมรวม 8 ช่อง รองรับรถยนต์เข้ารับบริการได้ถึง 600 คันต่อเดือน

“การเปิด Zeekr House Primus บนถนนราชพฤกษ์ในครั้งนี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของเรา ในการสร้างมาตรฐานใหม่ด้านการบริการรถยนต์ไฟฟ้าระดับพรีเมี่ยมในประเทศไทย พร้อมรองรับการเติบโตของฐานลูกค้า Zeekr ที่มีแนวโน้มการขยายตัวอย่างต่อเนื่องในอนาคต”
Zeekr House Primus สาขาราชพฤกษ์ เปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ ทั้งด้านการขายและบริการหลังการขาย โดยฝ่ายขาย เปิดทำการทุกวัน เวลา 08.30-18.00 น. และในวันอาทิตย์ เวลา 10.00-16.00 น. ส่วนศูนย์บริการ เปิดให้บริการวันจันทร์-วันเสาร์ เวลา 08.30-17.30 น. สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 02 935 1555 หรือ  https://linktr.ee/Zeekr.Primus.Ratchaphruek

เชอรี ประเทศไทย ตอบรับความต้องการของลูกค้า เปิดออปชันเปลี่ยนกระจกมองข้าง Chery V23 ฟรี! ไม่หยุดพัฒนาเพื่อประสบการณ์ที่ดีที่สุดของลูกค้า

กรุงเทพฯ 17 มีนาคม 2569 – เชอรี ประเทศไทย (Chery Thailand) เดินหน้ายกระดับประสบการณ์การขับขี่ของลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ให้ความสำคัญกับการรับฟังความคิดเห็นและประสบการณ์จากลูกค้า เพื่อนำมาพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการให้ตอบโจทย์ลูกค้าอยู่เสมอ โดย CHERY ได้เปิดออปชันการเปลี่ยนกระจกมองข้างให้ลูกค้าผู้ใช้รถ Chery V23 แบบไม่มีค่าใช้จ่าย โดยลูกค้าที่ต้องการเปลี่ยนสามารถนัดหมายเข้ารับบริการกับผู้จำหน่ายได้แล้วตั้งแต่วันนี้

มร. จิม ลี ผู้อำนวยการบริหารแบรนด์ เชอรี ประเทศไทย กล่าวว่า “หนึ่งในหลักแนวคิดสำหรับการบริหารธุรกิจภายใต้แบรนด์เชอรี คือ ครอบครัว โดยลูกค้าทุกคนคือสมาชิกในครอบครัว เชอรี จึงให้ความสำคัญกับการรับฟังความคิดเห็นของลูกค้า (Customer Voice Listening) เพื่อนำมาปรับปรุงและพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง ล่าสุด CHERY เตรียมนำเสนอออปชันการเปลี่ยนกระจกมองข้างสำหรับ Chery V23 โดยไม่มีค่าใช้จ่าย เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า ทั้งนี้ CHERY ได้ทุ่มงบประมาณกว่า 46 ล้านบาท ในการพัฒนาและปรับเปลี่ยนกระจกมองข้างครั้งนี้ ซึ่งสะท้อนถึงความตั้งใจของแบรนด์ในการดูแลลูกค้าเสมือนสมาชิกในครอบครัว และมุ่งมั่นยกระดับประสบการณ์งานบริการหลังการขายให้ดียิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง”

จากการรับฟังเสียงของลูกค้าที่ใช้งานจริง กระจกมองข้างของ Chery V23 รุ่นใหม่จึงได้รับการออกแบบให้มีขนาดใหญ่และกว้างขึ้น ช่วยเพิ่มองศาการมองเห็นด้านข้างได้ดียิ่งขึ้นและทัศนวิสัยที่ไกลขึ้น เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการใช้งาน และเพิ่มความสะดวกสบายรวมถึงความมั่นใจในการขับขี่

ทั้งนี้ เจ้าของรถ Chery V23 ที่ประสงค์เปลี่ยนกระจกมองข้างเป็นรุ่นใหม่ สามารถติดต่อผู้จำหน่ายใกล้บ้านเพื่อลงนัดหมายล่วงหน้าได้ตั้งแต่วันนี้ เพื่อเข้ารับการเปลี่ยนโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ได้ตั้งแต่ 1 เมษายน 2569 เป็นต้นไป

เชอรี ประเทศไทย (Chery Thailand) ขอขอบคุณลูกค้าทุกท่านสำหรับความไว้วางใจ และพร้อมยืนยันความมุ่งมั่นในการรับฟังความคิดเห็นจากผู้ใช้งาน เพื่อพัฒนานวัตกรรมและบริการที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคในทุกมิติต่อไป

“MOONEYES of Bangkok” ฉลองครบรอบ 10 ปี สุดยิ่งใหญ่! อิมพอร์ต “MOON BUG” รถแข่ง VW Beetle ระดับตำนาน ตอกย้ำคอมมูนิตี้การแต่งรถของคนไทยที่การันตี อวดสายตาชาวโลก THAILAND นี่แหละคือตัวจริง!

เขย่าวงการยานยนต์สายคัสตอมของไทยเตรียมกลับมาคึกคักอีกครั้ง เมื่อ MOONEYES Shop BKK จัดงานฉลองวาระสำคัญ “10 Years Anniversary MOONEYES of Bangkok” ครบรอบ 10 ปีอย่างยิ่งใหญ่ ไม่เพียงเป็นงานรวมพลคนรักยานยนต์เท่านั้น แต่ยังเป็นการประกาศศักยภาพของวัฒนธรรมการแต่งรถระดับโลกที่บริหารงานโดยคนไทย พร้อมตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางคอมมูนิตี้คัสตอมระดับเอเชีย

คุณมาร์ค จักรพันธ์ รุ่งสุขเจริญ ประธานกรรมการบริหาร MOONEYES Of Bangkok เปิดเผยว่า แนวคิดสำคัญของการจัดงานครั้งนี้ คือการสร้างเครือข่าย Kustom Kulture และยกระดับวงการรถคัสตอม โดยมีแบรนด์ MOONEYES เป็นศูนย์กลางในการเชื่อมโยงชุมชนคนรักรถจากหลากหลายประเทศ

พร้อมกันนี้ยังถือเป็นโอกาสสำคัญในการประกาศบทบาทใหม่ของ MOONEYES Of Bangkok ที่ได้รับความไว้วางใจจากแบรนด์แม่ในสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น ให้เป็น “ตัวแทนจำหน่ายแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย” นอกเหนือจากการจำหน่ายสินค้าและสิทธิ์ในแบรนด์แล้ว ยังได้รับหน้าที่ใหม่ด้าน การวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ MOONEYES เพื่อผลักดันสินค้าไทยสู่ตลาดคัสตอมระดับโลก ตั้งแต่การร่วมคิด ออกแบบ คัดสรรวัสดุ ไปจนถึงการผลิตภายใต้มาตรฐานสากลเพื่อการส่งออก

ประเทศไทยถือเป็นประเทศที่มีศักยภาพทั้งด้านทักษะและเศรษฐกิจ งานครั้งนี้จึงเชิญเครือข่าย MOONEYES จากทั่วเอเชียเข้าร่วม นำโดย Mr. Shige Suganuma : Owner Of MOONEYES Japan รวมถึงผู้บริหารจากญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกา พร้อมผู้แทนจำหน่ายจากหลายประเทศ อาทิ ออสเตรเลีย ไต้หวัน จีน มาเลเซีย และอินโดนีเซีย เพื่อเปิดโอกาสให้ชาวโลกได้รู้จัก สัมผัส และต่อยอดความหลงใหลในแบรนด์ MOONEYES สู่โอกาสทางธุรกิจในตลาดต่างประเทศ

“10 ปี MOONEYES of Bangkok ไม่ใช่เพียงงานที่คนขับรถนำรถมาจอดโชว์แล้วแยกย้ายกลับบ้าน แต่คือศูนย์กลางการส่งเสริมธุรกิจและเศรษฐกิจของไทย ผ่านแบรนด์ระดับโลกที่บริหารโดยคนไทย ซึ่งสามารถขยายเครือข่ายสู่ตลาดเอเชียได้อย่างแข็งแกร่ง เพราะไม่มีใครเข้าใจวัฒนธรรมและพฤติกรรมการแต่งรถ ทั้ง 4 ล้อ และ 2 ล้อ ได้ลึกซึ้งเท่าคนไทย”

ภายในงานมีสินค้า MOONEYES ให้เลือกมากมาย ตั้งแต่ Equipment ไปจนถึง Apparel เปิดโอกาสให้ผู้ร่วมงานเลือกสรรไอเดียในการตกแต่งรถและไลฟ์สไตล์ เพื่อสะท้อนตัวตนของแต่ละคนอย่างเต็มที่

ไฮไลต์ระดับประวัติศาสตร์ของงานคือการปรากฏตัวครั้งแรกในประเทศไทยของ “MOON BUG” รถแข่ง VW Beetle ระดับตำนานที่บินตรงจากญี่ปุ่นมาจัดแสดงให้แฟน ๆ ชาวไทยได้สัมผัสอย่างใกล้ชิด พร้อมเปิดตัวโปรเจกต์พิเศษ Custom Car & Bike by MOONEYES Of Bangkok ผลงานสร้างสรรค์โดยทีมช่างไทยที่ใช้ผลิตภัณฑ์จากแบรนด์

นอกจากนี้ยังมีการนำเข้ารถ Original Chopper ระดับตำนานจากสำนักแต่งชื่อดังฝั่งอเมริกัน Cycle Zombies โดย Big Scoot และ Scooty สองพ่อลูกผู้เป็นไอคอนของวงการคัสตอมโลก มาจัดแสดงภายในงานอย่างใกล้ชิด

ขณะเดียวกันยังมีการรวมตัวของศิลปินสายคัสตอมระดับแถวหน้าทั้งไทยและต่างประเทศ ในกิจกรรม Kustom Art Gathering ที่เปิดเวทีให้ชมการสร้างสรรค์งาน Pinstripe และ Airbrush บนตัวรถแบบสด ๆ นำโดยปรมาจารย์ Wildman Ishii จากญี่ปุ่น รวมถึงบิลเดอร์ระดับโลกอย่าง Gabriel (USA) และ Ben Foster (Australia) พร้อมแขกรับเชิญจากหลายประเทศ ซึ่งถือเป็นอีกก้าวสำคัญของการขยายตัวในธุรกิจคัสตอมระดับสากล

งานนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงโลกของยานยนต์เท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงวัฒนธรรมสตรีทไลฟ์สไตล์อย่างครบวงจร ทั้ง Mooneyes Skatepark & Pro Show การแสดงสเก็ตบอร์ดจากนักกีฬาดาวรุ่งที่ Mooneyes ปลุกปั้นมาอย่างต่อเนื่อง การเปิดตัว Mooneyes Racing Team Thailand พร้อมฉลองความสำเร็จของทีมแข่ง Dragster สัญชาติไทยทั้ง 2 ล้อและ 4 ล้อ ที่เพิ่งคว้าแชมป์เมื่อปลายปี 2025

รวมถึงคอนเสิร์ตจากวง Rock ’n’ Roll ชื่อดังจากญี่ปุ่น Johnny Pandora ที่บินตรงมาร่วมสร้างสีสันภายในงาน และกิจกรรม The Ultimate Lucky Draw ลุ้นรับรถมอเตอร์ไซค์ Honda GB350C ที่ถูกคัสตอมใหม่ทั้งคันโดยสำนักแต่งชื่อดัง Fatboy Design ซึ่งมีเพียงคันเดียวในโลก

ทั้งนี้ งาน 10 Years Anniversary MOONEYES of Bangkok จัดขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ 14 มีนาคม 2569 ณ ตลาดนัดรถไฟ ศรีนครินทร์ ถือเป็นงานที่ยิ่งใหญ่ของวงการคัสตอมไทย ที่ผลักดันโดยผู้บริหารชาวไทยซึ่งนำแบรนด์ระดับโลกมาสร้างคอมมูนิตี้และโอกาสทางธุรกิจให้เติบโต พร้อมตอกย้ำศักยภาพของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางวัฒนธรรมคัสตอมของเอเชียอย่างแท้จริง

LIQUI MOLY THAILAND เขย่าตลาดน้ำมันเครื่องไทย เปิดตัว “T-SERIES” เกมรุกพรีเมียมแมสดึง “เบียร์-ปิยะเลิศ ใบหยก” เสริมพลังแบรนด์

ภายใต้แนวคิด ADVANCE YOUR DRIVE FOR THE DRIVERS
Liqui Moly เขย่าวงการยานยนต์ในประเทศไทยครั้งสำคัญ ด้วยการเปิดตัวนวัตกรรมน้ำมันเครื่องที่พัฒนาขึ้นเฉพาะสำหรับสภาพการใช้งานในเอเชียโดยตรง นับเป็นก้าวกระโดดทางเทคโนโลยีจากผู้เชี่ยวชาญด้านผลิตภัณฑ์ดูแลเครื่องยนต์ระดับโลกจากประเทศเยอรมนี สะท้อนความเชื่อมั่นต่อศักยภาพของตลาดไทย พร้อมยกระดับมาตรฐานการปกป้องเครื่องยนต์ให้ก้าวล้ำกว่าที่เคยมีมา พร้อมดึง “เบียร์-ปิยะเลิศ ใบหยก” สร้างแรงขับเคลื่อนตลาด ภายใต้แนวคิด “ADVANCE YOUR DRIVE FOR THE DRIVERS” แบรนด์ที่ “เข้าใจคนขับ” เดินหน้าสร้าง Brand Loyalty และตั้งเป้าก้าวสู่การเป็นหนึ่งในแบรนด์น้ำมันเครื่องที่ผู้บริโภคจดจำมากที่สุดในโลกโมบิลิตี้ภายในปี 2030

นางศิริจิตต์ กาญจนบัตร ผู้บริหาร บริษัท คาร์แลค (ไทย-เยอรมัน) จำกัด ในฐานะผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายอย่างเป็นทางการในประเทศไทย เปิดเผยว่า บริษัทฯ เป็นผู้นำตลาดในธุรกิจนำเข้าผลิตภัณฑ์เคลือบสีรถยนต์จากเยอรมนี ก่อนขยายสู่การเป็นผู้นำด้านผลิตภัณฑ์ดูแลรถยนต์คุณภาพสูงแบบครบวงจร และสั่งสมประสบการณ์ในตลาดไทยยาวนานกว่า 40 ปี โดยมุ่งคัดสรรเทคโนโลยีระดับโลกเพื่อผู้ใช้รถในประเทศไทยอย่างแท้จริง
ปัจจุบัน Liqui Moly มีผลิตภัณฑ์มากกว่า 4,000 รายการ วางจำหน่ายในกว่า 150 ประเทศทั่วโลก และได้รับการยอมรับจากผู้ผลิตยานยนต์ชั้นนำ รวมถึงผ่านการพิสูจน์สมรรถนะในสนามแข่งขันระดับโลก ไม่ว่าจะเป็น Formula 1 หรือ MotoGP เป็นต้น ซึ่งล้วนเป็นเวทีที่ต้องการเทคโนโลยีหล่อลื่นประสิทธิภาพสูงสุดในสภาวะการใช้งานที่หนักที่สุด
สำหรับประเทศไทย ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์มากกว่า 500 รายการ ครอบคลุมตั้งแต่น้ำมันเครื่อง สารเพิ่มประสิทธิภาพเครื่องยนต์ ไปจนถึงผลิตภัณฑ์ดูแลรถยนต์แบบครบวงจร พร้อมจำหน่ายผ่านศูนย์บริการชั้นนำทั่วประเทศ เช่น B-Quik, Cockpit, Tyreplus, Auto1 และ Autoclik รวมถึงเครือข่ายร้านค้าและอู่พันธมิตรจำนวนมาก

นางศิริจิตต์ กล่าวอีกว่า การเปิดตัวน้ำมันเครื่อง T-Series ได้รับการพัฒนาเพื่อภูมิอากาศและลักษณะการใช้งานในเอเชียโดยเฉพาะ รองรับทั้งเครื่องยนต์เบนซิน ดีเซล ไฮบริด ระบบ Start-Stop มาตรฐานไอเสีย Euro 5 และ Euro 6 รวมถึงรถที่ติดตั้งระบบกรองอนุภาคไอเสีย DPF โดยการพัฒนาครั้งนี้เกิดขึ้นจากการลงทุนจากสำนักงานใหญ่ประเทศเยอรมนี ในการส่งนักวิจัยจากโรงงานผลิตในประเทศเยอรมนี มาเพื่อควบคุุมมาตรฐานการผลิตในทุกขั้นตอนเพื่อรักษาคุณภาพของน้ำมันเครื่องในรุ่น T-Series ที่ผลิตในประเทศไทยพร้อมส่งออกไปในทุกๆ ประเทศภูมิภาคเอเชีย
“การเปิดตัวครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการเพิ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ในตลาด แต่คือการยกระดับมาตรฐานน้ำมันเครื่องสำหรับผู้ขับขี่ในเอเชียทั้งหมด เราไม่ได้ต้องการเพียงนำสินค้าระดับโลกเข้ามาจำหน่าย แต่ต้องการสร้างผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบมาเพื่อการใช้งานจริงของผู้ขับขี่ไทยโดยเฉพาะ T-Series คือผลลัพธ์ของการวิจัยที่เข้าใจสภาพภูมิอากาศ สภาพการจราจร และพฤติกรรมการใช้งานในภูมิภาคนี้อย่างแท้จริง ทุกขั้นตอนยังคงคุณภาพตามมาตรฐานเยอรมนี เพราะเป้าหมายของเราคือการมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ดีที่สุด และสร้างความเชื่อมั่นอย่างยั่งยืน”

พร้อมกันนี้ บริษัทยังเดินหน้ากลยุทธ์สร้างประสบการณ์ใช้งานจริง และสร้างแบรนด์ผ่านบุคคลต้นแบบ โดยร่วมมือกับ ปิยะเลิศ ใบหยก ในฐานะ Iconic ของแบรนด์ พร้อมร่วมกับ Top Secret Thailand ในการพัฒนาโครงการศูนย์บริการ Liqui Moly เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องและน้ำมันเกียร์ครบวงจร เพื่อยกระดับมาตรฐานบริการและสร้างประสบการณ์ตรงให้ผู้ใช้รถ

ด้าน ปิยะเลิศ ใบหยก หรือ เบียร์ ใบหยก เปิดเผยว่า เขารู้จักและเชื่อมั่นในคุณภาพเทคโนโลยีเยอรมันมาอย่างยาวนาน และใช้งานผลิตภัณฑ์กับรถทุกคันของตนเอง
“ผมมีรถหลายประเภท ทั้งรถสปอร์ต รถแต่ง และรถใช้งานประจำวัน ทุกคันผมเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ของลิควิ โมลี่ เพราะผมเชื่อมั่นในเทคโนโลยีเยอรมันและผลลัพธ์ที่เห็นได้จริง สำหรับ T-Series ผมมองว่าเหมาะกับประเทศไทยมาก เพราะถูกพัฒนามาเพื่อเครื่องยนต์เอเชียโดยเฉพาะ ผมอยากให้ทุกคนได้ลองใช้และพิสูจน์ด้วยตัวเอง ถ้าไม่ดีจริง ผมคงไม่ตัดสินใจร่วมทำโปรเจ็กต์นี้แน่นอน”
นางศิริจิตต์ กล่าวปิดท้ายว่า การเปิดตัวครั้งนี้ยังมาพร้อมการปรับทิศทางแบรนด์ระดับโลกภายใต้แนวคิด “FOR THE DRIVERS” แบรนด์ที่ “เข้าใจคนขับ” มุ่งสร้างประสบการณ์สำหรับผู้ขับขี่อย่างแท้จริง พร้อมวางเป้าหมายก้าวสู่การเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่ได้รับการจดจำมากที่สุดในโลกโมบิลิตี้ภายในปี 2030
การเคลื่อนไหวครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ แต่คือการประกาศศักยภาพเทคโนโลยีระดับโลกที่พัฒนาเพื่อผู้ขับขี่ในเอเชียโดยเฉพาะ พร้อมยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยสู่เวทีสากลอย่างเต็มรูปแบบ และกลายเป็นแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ที่ทั้งวงการต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด และนี่คือจุดเริ่มต้นของมาตรฐานใหม่แห่งการดูแลเครื่องยนต์สำหรับผู้ขับขี่ยุคใหม่อย่างแท้จริง
ติดตามความเคลื่อนไหว และกิจกรรมต่าง ๆ ของ Liqui Moly ได้ที่
http://www.facebook.com/LiquiMolyThailand

โบลท์ (Bolt) เปิดตัว “โบลท์ครีเอเตอร์” เสริมทักษะดิจิทัลผู้ขับขี่ ยกระดับศักยภาพแรงงานแพลตฟอร์มไทย

 

กรุงเทพฯ ประเทศไทย, 4 มีนาคม 2569 – โบลท์ (Bolt) เปิดตัว “โบลท์ครีเอเตอร์” (Driver Creator Challenge & Ambassador Development Program) โครงการพัฒนาศักยภาพผู้ขับขี่รูปแบบใหม่ มุ่งเสริมทักษะดิจิทัล ความเป็นผู้นำ และการสร้างสรรค์คอนเทนต์อย่างมีความรับผิดชอบ พร้อมยกระดับศักยภาพแรงงานแพลตฟอร์มในประเทศไทย

 

การเปิดตัวโครงการครั้งนี้ ต่อยอดจากผลสำรวจผู้ขับขี่ทั่วประเทศที่โบลท์ดำเนินการร่วมกับ Kantar Thailand ในปี 2568 ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า งานแพลตฟอร์มในประเทศไทยได้รับการยอมรับเพิ่มขึ้นในฐานะแหล่งรายได้ที่มีความยืดหยุ่น โดยผู้ขับขี่จำนวนมากระบุว่าสามารถสร้างเสถียรภาพทางการเงินให้ครัวเรือนได้ดีขึ้น พร้อมทั้งพัฒนาทักษะสำคัญ อาทิ การบริหารเวลา การบริการลูกค้า และการจัดการทางการเงิน

 

จากผลสำรวจดังกล่าว โบลท์จึงขยายแนวทางการสนับสนุนผู้ขับขี่ให้กว้างขึ้น โดยมุ่งพัฒนาทักษะดิจิทัลและแนวคิดความเป็นผู้ประกอบการ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ขับขี่สามารถต่อยอดศักยภาพของตน พร้อมแบ่งปันประสบการณ์อย่างสร้างสรรค์ มีความรับผิดชอบ และสอดคล้องกับกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

 

โครงการ “โบลท์ครีเอเตอร์” มีระยะเวลา 4 สัปดาห์ เปิดรับสมัครผู้ขับขี่ที่สนใจและมีคุณสมบัติตามเกณฑ์ที่กำหนด โดยผู้เข้าร่วมจะได้รับโอกาสในการเรียนรู้ผ่านเวิร์กช็อปและกิจกรรมเชิงปฏิบัติในหัวข้อสำคัญ อาทิ

  • การสร้างแบรนด์บุคคล ผ่านการนำเสนอเรื่องราวและการสร้างภาพลักษณ์
  • ความเป็นมืออาชีพด้านการให้บริการและภาวะผู้นำ
  • ความรู้ทางการเงินและการสร้างรายได้จากคอนเทนต์
  • การสร้างคอนเทนต์อย่างมีจริยธรรม ปลอดภัย และสอดคล้องกับกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA)

 

โครงการนี้ครอบคลุมประเด็นที่ผู้ขับขี่จำนวนมากต้องการความเข้าใจที่ชัดเจนด้านการวางแผนทางการเงิน การทำความเข้าใจรูปแบบการสร้างรายได้จากคอนเทนต์ การพัฒนาทักษะด้านเทคนิคและอุปกรณ์ รวมถึงแนวทางการสื่อสารดิจิทัลอย่างมีความรับผิดชอบ

 

ผลสำรวจก่อนหน้านี้ยังพบว่า ผู้ขับขี่จำนวนมากได้พัฒนาทักษะด้านการบริหารเวลา การบริการลูกค้า การสื่อสาร และการจัดการทางการเงินผ่านการทำงานบนแพลตฟอร์ม ซึ่งโครงการใหม่นี้ถือเป็นการต่อยอดศักยภาพดังกล่าว สู่การมีบทบาทในระบบเศรษฐกิจดิจิทัลและการพัฒนาภาวะผู้นำในชุมชน

 

ณัฐดนย์ สุขศิริฐานันท์ ผู้จัดการประจำโบลท์ ประเทศไทย กล่าวว่า

“ข้อมูลจากการสำรวจชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ผู้ขับขี่ให้ความสำคัญกับความยืดหยุ่นในการทำงาน และสามารถสร้างเสถียรภาพทางการเงินให้ครัวเรือนได้อย่างเป็นรูปธรรม โครงการโบลท์ครีเอเตอร์จึงถูกพัฒนาขึ้นเพื่อยกระดับศักยภาพผู้ขับขี่ในระยะยาว เสริมทักษะที่จำเป็นสำหรับยุคดิจิทัล และสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนทั้งในระดับบุคคลและระดับประเทศ”

 

พร้อมกล่าวเสริมว่า

“การที่ผู้ขับขี่เลือกเรียนรู้และพัฒนาทักษะใหม่ ๆ ไม่เพียงเพิ่มโอกาสให้กับตนเอง แต่ยังมีส่วนช่วยขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจดิจิทัลของไทยให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งในภาพรวม”

 

 

Wuling Thailand รุกตลาดรถครอบครัว เปิดตัว STARLIGHT DARION EV ชูจุดขาย “MPV-VAN 7 ที่นั่ง ประตูสไลด์ สไตล์รถตู้พรีเมี่ยมรุ่นแรกและรุ่นเดียวในไทย ในราคารถเก๋ง”

• ประกาศวิสัยทัศน์เชิงรุกหลังร่วมทุนกับบริษัทแม่จากประเทศจีน ภายใต้ชื่อ บริษัท วู่หลิง เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ตั้งเป้าภายในปีนี้วางแผนจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้า WULING เพิ่ม 5 รุ่น ครบทุกเซ็กเมนต์ ทั้งรถยนต์ส่วนบุคคลและรถยนต์เชิงพาณิชย์
• พร้อมเปิดตัว WULING STARLIGHT DARION EV สร้างเซ็กเมนต์ใหม่ Mass Market MPV-VAN 7 ที่นั่ง ประตูสไลด์ไฟฟ้า สไตล์รถตู้พรีเมี่ยมในราคารถเก๋งที่ใคร ๆ ก็เป็นเจ้าของได้ พร้อมแคมเปญพิเศษจำกัดเวลาถึงวันที่ 31 มีนาคมนี้เท่านั้น

กรุงเทพฯ, 6 มีนาคม 2569 บริษัท วู่หลิง เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด (WULING THAILAND) ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนที่จัดตั้งขึ้นใหม่โดย บริษัท อีวี ไพรมัส จำกัด กับบริษัทแม่จากจีน (SGMW หรือ SAIC-GM-Wuling) เพื่อดำเนินการขายและการตลาดของรถยนต์แบรนด์ WULING ในไทยอย่างเป็นทางการ โดย SGMW นั้นเป็นผู้ผลิตยานยนต์ที่มียอดขายสะสมทะลุ 30 ล้านคันทั่วโลก นับเป็นการยืนยันพันธกิจระยะยาวของ WULING ในการสร้างระบบนิเวศ EV ที่ยั่งยืนในประเทศไทยอย่างเต็มรูปแบบ เผยวิสัยทัศน์เชิงกลยุทธ์ครั้งใหญ่ประกอบด้วย 5 เรื่องสำคัญ ได้แก่ การเพิ่มไลน์ผลิตภัณฑ์อีก 5 รุ่นในไทย การเพิ่มโชว์รูมและปรับมาตรฐานโชว์รูมให้เป็นมาตรฐาน การตั้งศูนย์คลังอะไหล่เพื่อรองรับการบริการหลังการขาย และ การเพิ่มการรับรู้ของแบรนด์รถยนต์ WULING ในไทย

SGMW จีนหนุนเต็มที่ — ทุกรุ่นในจีน คือโอกาสของคนไทย
Mr. Sun Dazhi, SGMW Channel Director, SAIC-GM-Wuling Automobile (SGMW) ได้กล่าวสุนทรพจน์สำคัญในฐานะตัวแทนจากผู้ผลิต โดยเผยที่มาของโลโก้ “W” ว่าไม่ได้ย่อมาจาก WULING เพียงอย่างเดียว แต่สืบทอดมาจากอักษรจีนดั้งเดิม “Wanjia” (万家) ที่แปลว่า “เพื่อครอบครัวนับล้าน” — ปณิธานที่ WULING ยึดมั่นมาตลอดกว่า 40 ปี จนสร้างความเชื่อมั่นให้กับกว่า 31 ล้านครอบครัวทั่วโลก Mr. Sun ยังเน้นย้ำความได้เปรียบด้านการผลิตจาก Intelligent LIM Factory แห่งแรกของโลก ที่เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต 30% พร้อมอัตราข้อบกพร่องแทบเป็นศูนย์ รวมถึง Magic Battery มาตรฐาน Zero Fire / Zero Intrusion ที่พิสูจน์แล้วจากการใช้งานจริงในรถ EV ของ WULING กว่า 3 ล้านคันทั่วโลก โดยไม่เคยเกิดเหตุแบตเตอรี่ลุกไหม้จากการชนแม้แต่ครั้งเดียว และปิดท้ายด้วยการยืนยันว่า “ประเทศไทยคือตลาดที่ SGMW ให้ความสำคัญสูงสุด” พร้อมสัญญาว่าผู้บริโภคไทยจะได้เห็นทุกรุ่นจากจีนเข้าสู่ตลาดนี้อย่างครบครัน ตั้งแต่ซิตี้อีวี รถ MPV-VAN และ SUV ทั้งใช้งานบุคคลและเชิงพาณิชย์ครอบคลุมทุกเซ็กเมนต์

SGMW เป็นหนึ่งในผู้ผลิตยานยนต์ระดับแนวหน้าของโลก ด้วยยอดขายสะสมทะลุ 30 ล้านคัน นับเป็นแบรนด์จีนที่มีฐานลูกค้ามากที่สุด โดยในปี 2568 เพียงปีเดียว SGMW ทำยอดขายรวม 1,635,066 คัน เติบโต 6.2% เทียบปีก่อน และที่น่าทึ่งคือ ยอดขาย EV พุ่งทะลุ 1 ล้านคันเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ คิดเป็น 61% ของยอดขายรวม ขณะที่ยอดส่งออกครอบคลุม 105 ประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศในอาเซียน ตะวันออกกลาง แอฟริกา และทวีปอเมริกา

วู่หลิง เซลส์ (ประเทศไทย) — บริษัทใหม่ นโยบายใหม่ เพื่อผู้บริโภคไทย
Mr. Mike Chen, รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท วู่หลิง เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้นำเสนอแผนนโยบายผลิตภัณฑ์และช่องทางการขายที่ครอบคลุม โดยประกาศว่า “WULING THAILAND มีแผนนำรถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มอีก 5 รุ่นหลักสู่ตลาดไทยในปี 2569 ที่ครอบคลุมทุกกลุ่มผู้ใช้งาน ประกอบด้วย STARLIGHT DARION EV, STARLIGHT EKSION EV, PORTA EV, YEP PLUS และ Mini EV Gen 5 ซึ่ง ทุกรุ่นผลิตภายใต้มาตรฐาน Wuling Brand Standard ที่เป็นหนึ่งเดียวกับมาตรฐานตลาดทั่วโลก พร้อมแผนการตลาดแบบ Omnichannel ผสานพลังทั้ง Online และ Offline เพื่อสร้างการรับรู้ของแบรนด์ WULING ให้มากขึ้นในไทย เป้าหมายยอดขายรวมปี 2569 8,000 คัน ทุกรุ่น

ด้านเครือข่ายโชว์รูม WULING THAILAND ตั้งเป้าขยายจาก 24 โชว์รูมในปัจจุบัน สู่ 50 โชว์รูมมาตรฐานทั่วประเทศ ภายในสิ้นปี 2569 ครอบคลุมทุกภูมิภาค ทั้งกรุงเทพฯ และปริมณฑล ภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันตก และภาคใต้ รองรับการยกระดับประสบการณ์การซื้อและการบริการให้เทียบชั้นแบรนด์พรีเมี่ยมระดับโลก นอกจากนี้ WULING THAILAND ยังได้จัดตั้ง ศูนย์กระจายอะไหล่ขนาดใหญ่ที่เทพารักษ์ จังหวัดสมุทรปราการ เพื่อรองรับความต้องการซ่อมบำรุงอย่างรวดเร็ว ลดระยะเวลารอรับรถ และสร้างความมั่นใจให้ผู้ใช้งาน EV ทั่วประเทศ”

STARLIGHT DARION EV — MPV-VAN 7 ที่นั่งประตูสไลด์ไฟฟ้ารุ่นแรกและรุ่นเดียวของไทย
นายพิทยา ธนาดำรงศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วู่หลิง เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด อธิบายถึงจุดเด่นของ WULING STARLIGHT DARION EV ว่า “DARION EV คือรถยนต์ไฟฟ้า MPV-VAN 7 ที่นั่งที่โดดเด่นด้วยความแตกต่างที่ไม่มีใครในตลาดเทียบได้ นั่นคือ ประตูสไลด์ไฟฟ้าทั้งสองฝั่ง (Dual Electric Sliding Doors) ที่รถ SUV ในระดับราคาเดียวกันให้ไม่ได้ เหมาะสำหรับครอบครัวยุคใหม่ที่มีสมาชิกครอบครัวมากขึ้น รวมถึงผู้สูงอายุและเด็กเล็ก ซึ่งมีเฉพาะคู่แข่งระดับ Luxury Van ในตลาดเท่านั้น WULING STARLIGHT DARION EV พิสูจน์ว่า MPV-VAN ประตูสไลด์ รถตู้พรีเมี่ยมในราคารถเก๋ง คือ สิ่งที่เป็นไปได้จริง

ในฐานะรถยนต์ที่มอบคำตอบสูงสุดให้กับครอบครัวไทยยุคใหม่ตามคอนเซ็ปท์ “Evolving family moment” หรือ “ให้ WULING EV เป็นส่วนหนึ่งของทุก ๆ ช่วงชีวิตของครอบครัวคุณ” รถรุ่นนี้ไม่เพียงเจาะกลุ่มครอบครัวคนเมืองยุคใหม่ (Urban Modern Family) ต้องการพื้นที่และความปลอดภัย และยังตอบโจทย์กลุ่มผู้บริหาร (Corporate Executive) ที่ใช้รถเพื่อภาพลักษณ์และประสิทธิภาพ และธุรกิจรถเช่าพรีเมียม (VIP Ride-Hailing) และรถเช่าระยะยาว ที่มองหาต้นทุนต่ำและรายได้คุ้มค่า

สเปคเทพเกินราคาเปิดศึกท้าชน SUV และ MPV ในตลาด
ด้านสมรรถนะ WULING STARLIGHT DARION EV ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า 150 kW แรงบิด 310 N·m วิ่งได้ไกลถึง 540 กิโลเมตร (CLTC) รองรับ 2C Fast Charging ชาร์จ 30%-80% ใช้เวลาเพียง 20 นาที โดยระบบเหล่านี้ได้รับการปรับจูนสำหรับสภาพอากาศร้อนชื้นของประเทศไทยโดยเฉพาะ รวมถึงผ่านการทดสอบระบบกันสะเทือนบนถนนไทยกว่า 8,000 กิโลเมตร

ด้วยพละกำลังจาก MAGIC Battery ขนาด 69.2 kWh ที่ปลอดภัยสูงสุดและผ่านการทดสอบมากกว่า 2,000 รายการ ใช้เหล็กกล้าแรงสูงระดับการบินอวกาศ (1,500 MPa) และมีสถิติ ไฟไหม้จากการชนเป็นศูนย์ใน 3 ล้านคันที่จำหน่ายทั่วโลก พร้อมถุงลมนิรภัย 6 จุดรอบคัน รวมถึงม่านลมด้านข้าง ให้ความมั่นใจทุกเส้นทาง

ภายในห้องโดยสาร WULING STARLIGHT DARION EV มาพร้อมการจัดที่นั่งแบบ 2+2+3 ช่องทางเดินแถวสองกว้าง 230 มม. พื้นที่เหนือศีรษะแถวสามสูงกว่า 1.2 เมตร และพื้นที่เก็บสัมภาระยืดหยุ่นตั้งแต่ 315 ถึง 1,202 ลิตร ด้วยการพับที่นั่งแถวสามแบบพับได้ด้วยมือเดียว พร้อมช่องเก็บของ 25 จุดทั่วคัน จอกลาง 12.8 นิ้ว และชาร์จไร้สาย 50W เพื่อการเดินทางที่สะดวกสบายและชาญฉลาด

ห้ามพลาด! โอกาสเป็นเจ้าของก่อนใครกับโปรโมชั่นที่มีเวลาจำกัด
สำหรับลูกค้าที่กำลังพิจารณารถยนต์ไฟฟ้าแบบ MPV-VAN ประตูสไลด์ไฟฟ้า หรือ Family Car นี่คือช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการตัดสินใจ WULING THAILAND มอบแคมเปญสุดเอ็กซ์คลูซีฟฉลองการเปิดตัวบริษัทอย่างเป็นทางการ พร้อมประกาศราคาช็อกตลาดสำหรับ WULING STARLIGHT DARION EV เริ่มต้น 799,000 บาท
ราคาพิเศษช่วงแนะนำ ส่วนลด 40,000 บาท ตั้งแต่ วันที่ 6 – 31 มี.ค. 69 พร้อมแคมเปญโปรโมชั่นสุดพิเศษ
• ดอกเบี้ยเริ่มต้น 1.98%
• ฟรี! ประกันภัยชั้น 1 นาน 1 ปี
• รับสิทธิ์แลกซื้อ Wallbox ในราคาพิเศษ 10,000 บาท
• BATTERY WARRANTY 8 ปี หรือ 150,000 กม.
• VEHICLE WARRANTY 6 ปี หรือ 150,000 กม.

ขอเชิญผู้สนใจร่วมสัมผัสและทดลองขับ WULING STARLIGHT DARION EV ยานยนต์ที่กว้างกว่า สบายกว่า และคุ้มค่ากว่า SUV ทั่วไปได้แล้ววันนี้ที่โชว์รูม Wuling ทั่วประเทศ

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น