วินฟาสต์ เปิดแผนส่งเสริม EV ในไทยและอาเซียน บทเรียนจากงาน Future Mobility Asia 2024



วินฟาสต์ ผู้ผลิตยานยนต์ไฟฟ้าครบวงจรมีความมุ่งมั่นในระยะยาวที่จะมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าอย่างยั่งยืนในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงที่กำลังเติบโตอย่างมาก เนื่องจากความสนใจของผู้บริโภคเพิ่มขึ้นและนโยบายสนับสนุนจากรัฐบาล  อย่างไรก็ตาม ภูมิภาคนี้ก็ยังคงเผชิญกับความท้าทายต่างๆ เช่น พื้นที่ในเมืองมีผู้คนหนาแน่นและการจราจรที่ติดขัด ประชากรที่มีระดับรายได้แตกต่างกัน อนาคตของการสัญจรอย่างยั่งยืนอยู่ที่     โซลูชันที่ตอบโจทย์ทั้งพื้นที่ในเมืองและชนบท 
ฮานา วู ซีอีโอของ วินฟาสต์ประเทศไทย กล่าวในงานประชุม Future Mobility Asia 2024 เมื่อเร็วๆ นี้ “ปรัชญาที่เน้นลูกค้าเป็นศูนย์กลางของวินฟาสต์เป็นกลยุทธ์การขยายธุรกิจทั่วโลกของเรา” หลายปีที่ผ่านมา ผู้ผลิตรถยนต์แข่งขันกันในด้านความสามารถทางวิศวกรรม สมรรถนะในการขับขี่และความ แต่ปัจจุบันภูมิทัศน์การแข่งขันได้เปลี่ยนไปแล้ว ประสบการณ์ของลูกค้ากลายเป็นสมรภูมิรบใหม่  ผู้ผลิตยานยนต์ไฟฟ้ารวมถึง 
วินฟาสต์เล็งเห็นกระแสนี้ ฮานา วู เน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นนี้ในการประชุม Future Mobility Asia โดยกล่าวถึงถึงความพยายามของบริษัทในการส่งเสริมให้เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นผู้นำด้านการขนส่งที่ยั่งยืนผ่านโซลูชันที่เป็นนวัตกรรมและเน้นลูกค้าเป็นศูนย์กลาง
“ในฐานะผู้มาใหม่ในตลาด EV ที่เติบโตอย่างรวดเร็วทั้งในระดับภูมิภาคและทั่วโลก วินฟาสต์พัฒนาขีดความสามารถของเราอย่างต่อเนื่องสร้างนวัตกรรมให้กับผลิตภัณฑ์ และสร้างกลยุทธ์ทางธุรกิจที่เหมาะสมสำหรับแต่ละตลาด ” ฮานากล่าว
แนวทางของ วินฟาสต์ นั้นชัดเจนในหลายๆ ด้าน ประการแรก บริษัทนำเสนอรถยนต์ไฟฟ้าที่หลากหลาย ตั้งแต่มอเตอร์ไซค์ไปจนถึง SUV และรถกระบะ เพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มตลาดต่างๆ สำหรับครอบครัวหนุ่มสาวที่ต้องการรถยนต์ในเมือง e-SUV รถ VF e34 มีขนาดกะทัดรัดและมีคุณสมบัติด้านความปลอดภัยขั้นสูง สำหรับผู้ที่อาศัยอยู่ในชนบทที่ต้องการรถยนต์ที่ทนทาน สามารถเลือกใช้รุ่น VF 5 ของ วินฟาสต์ ซึ่งมีระยะห่างจากพื้นสูงและมีความยืดหยุ่นในการใช้งานบนภูมิประเทศต่างๆ ลูกค้าที่ต้องการรถบรรทุกเพื่อการทำงานสามารถเลือกรถกระบะไฟฟ้า VF Wild ที่กำลังจะมาถึง ส่วนผู้ที่มองหารูปแบบการเดินทางที่สนุกสนานและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมสามารถเพลิดเพลินกับการขับขี่จักรยานไฟฟ้า VF DrgnFly
นอกจากนี้ วินฟาสต์ยังให้ความสำคัญกับนโยบายหลังการขาย โดยนำเสนอการรับประกันและบริการลูกค้าที่เหนือชั้น รวมถึงตลาดในประเทศไทย “สำหรับนโยบายหลังการขายและการรับประกัน เราให้คำมั่นว่าจะให้บริการลูกค้าอย่างดีเยี่ยม ด้วยการรับประกันเป็นเวลา 7-10 ปี/160,000-200,000 กม. ซึ่งเป็นระยะเวลาที่ยาวนานที่สุดในตลาดของประเทศไทย” ฮานา กล่าว
การบริการหลังการขายที่แข็งแกร่งมีความสำคัญต่อประสบการณ์ของลูกค้า  ความมุ่งมั่นของ วินฟาสต์ ที่มีต่อการมุ่งเน้นลูกค้าขยายไปไกลกว่าประเทศไทย ในอินโดนีเซีย  เพื่อให้การเป็นเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้าสามารถเข้าถึงได้ลดอุปสรรคที่อาจเกิดขึ้นในการนำมาใช้
ความร่วมมือเป็นสิ่งสำคัญ
แม้ว่าความต้องการรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะเพิ่มขึ้น แต่ก็มีอัตราการนำมาใช้ที่แตกต่างกันอย่างมากในแต่ละประเทศ ความหลากหลายของรถยนต์เพียงอย่างเดียวจะไม่สามารถแก้ปัญหานี้ได้ บริษัทต่างๆ ต้องลงทุนอย่างมากในโครงสร้างพื้นฐานการชาร์จเพื่อให้แน่ใจว่าลูกค้าทั้งในเมืองและชนบทสามารถเข้าถึงสถานีชาร์จเร็วได้อย่างสะดวก
วินฟาสต์ ตั้งใจจะมีส่วนร่วมในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าผ่านความร่วมมือกับ V-GREEN ซึ่งเป็นบริษัทที่ก่อตั้งโดย Pham Nhat Vuong ผู้ก่อตั้ง วินฟาสต์ ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในด้านนี้
คุณ Vu กล่าวว่า “ในขั้นต้น V-GREEN จะมุ่งเน้นไปที่การวิจัยพันธมิตรและสถานที่เพื่อจัดตั้งและขยายเครือข่ายสถานีชาร์จในตลาดโลกหลักของ วินฟาสต์ นอกจากนี้ V-GREEN จะร่วมมือกับผู้ให้บริการบุคคลที่สามเพื่อให้บริการชาร์จสำหรับเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้า วินฟาสต์”
เนื่องจากความซับซ้อนของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  จึงจำเป็นต้องใช้ประโยชน์จากความเชี่ยวชาญในท้องถิ่น วินฟาสต์ ได้ให้ความสำคัญกับการขยายเครือข่ายตัวแทนจำหน่ายในแต่ละตลาดเป้าหมาย  ประสบการณ์ในตัวแทนจำหน่ายยังคงเป็นหัวใจสำคัญในการตัดสินใจของผู้บริโภค การสร้างตัวแทนจำหน่ายที่แข็งแกร่ง วินฟาสต์ จึงได้รับความเข้าใจที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นเกี่ยวกับความต้องการของลูกค้า ซึ่งช่วยเพิ่มประสบการณ์รถยนต์ไฟฟ้าโดยรวมและส่งเสริมการนำรถยนต์ไฟฟ้ามาใช้ในวงกว้างมากขึ้น
“การขยายเครือข่ายการขายของเราไปยังเมืองใหญ่ๆ และมอบโซลูชันการเดินทางด้วยรถยนต์ไฟฟ้าที่ปลอดภัย สะดวก และชาญฉลาด การใช้ยานยนต์ไฟฟ้าในภาคการขนส่งของไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีศักยภาพที่จะเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจและดูแลรักษาสภาพสิ่งแวดล้อมในภูมิภาคนี้ บริษัทต่างๆ เช่น วินฟาสต์ กำลังปูทางไปสู่ระบบนิเวศรถยนต์ไฟฟ้าที่ยั่งยืนและสามารถเข้าถึงได้มากขึ้น ด้วยการส่งเสริมจิตวิญญาณแห่งความร่วมมือและให้ความสำคัญกับโซลูชันที่มุ่งเน้นลูกค้าเป็นศูนย์กลาง

AAS CARE THE AIR ร่วมกับ กทม. เพิ่มพื้นที่สีเขียว สร้างเครื่องฟอกอากาศ และเครื่องกรองฝุ่นควันธรรมชาติ.  

กรุงเทพฯ, บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด และบริษัทในเครือ นำโดย คุณวินธร  บุนนาค, คุณกมลินี  อินทรภูวศักดิ์, คุณอภิญญา  ชัยสันติกุลวัฒน์, คุณธิดาพร  ชาแสน  และตัวแทนพนักงาน ภายใต้โครงการ AAS CARE THE AIR มอบ “ต้นเสลา” ไม้ยืนต้นขนาดกลาง จำนวน 150 ต้น พร้อมไม้ค้ำยันและดินปลูก ให้กับสำนักงานเขตสวนหลวง โดยมี นายบัญชา สืบกระพัน ผู้อำนวยการเขตสวนหลวง ให้เกียรติรับมอบด้วยตัวเอง ทั้งนี้เพื่อเข้าร่วมโครงการปลูกต้นไม้ล้านต้น สร้างพื้นที่สีเขียว และกำแพงกรองฝุ่น ตามนโยบายของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และยังเป็นการสร้างภูมิทัศน์ที่สวยงามให้กับเส้นทางสัญจร โดยทางสำนักงานเขตสวนหลวงจะจัดสรรต้นไม้ที่ได้รับ ปลูก ณ เกาะกลางตลอดเส้นถนนพัฒนาการ (ตรงข้ามสถานีรถไฟหัวหมาก) และตามสมควรต่อไป

#aascaretheair

#aasgroup

#ปลูกต้นไม้ล้านต้น

#aaslookingafteryou

MOVE EV X สนับสนุนการใช้พลังงานสะอาด

MOVE EV X (มูฟ-อี-วี-เอกซ์) ธุรกิจขายและให้บริการสถานีเปลี่ยนแบตเตอรี่สำหรับรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า ร่วมสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาดในทุกภาคส่วน โดยสนับสนุนแบตเตอรี่มาตรฐานความปลอดภัย UN R136 (แบบ Swap ที่ตู้เปลี่ยนแบตเตอรี่ได้) ให้กับคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ ใช้ดัดแปลงรถมอเตอร์ไซค์เครื่องยนต์มาเป็นรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าที่ได้มาตรฐานความปลอดภัยและประหยัดพลังงาน เพื่อเข้าร่วมใน “การแข่งขันรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าดัดแปลงเพื่อธุรกิจแห่งอนาคต ครั้งที่ 3” ซึ่งคว้ารางวัลชนะเลิศ รุ่นประชาชน และรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 3 รุ่นมหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 26-27 เมษายน ที่ผ่านมา โดยมีคุณรัตชนก หวังเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท เดอะมูฟ ธันเดอร์ จำกัด (ที่ 1 จากซ้าย) ร่วมแสดงความยินดี ณ เอช เซม มอเตอร์ อยุธยา

เรนาสโซ มอเตอร์ เผยโฉม Lamborghini Urus SEซูเปอร์เอสยูวีปลั๊กอินไฮบริดรุ่นแรกของแบรนด์

ทรงพลังด้วยกำลังเครื่องรวม 800 CV วิ่งไกลถึง 60 กม. ในโหมดไฟฟ้า
พร้อมประสิทธิภาพและประสบการณ์การขับขี่ที่ดีที่สุดในคลาสตามแบบฉบับลัมโบร์กินี

กรุงเทพฯ 16 พฤษภาคม 2567 – บริษัท เรนาสโซ มอเตอร์ จำกัด ตัวแทนจำหน่ายรถยนต์
ลัมโบร์กินีอย่างเป็นทางการรายเดียวในประเทศไทย จัดงานเปิดตัว “Lamborghini Urus SE” ซูเปอร์เอสยูวีระบบปลั๊กอินไฮบริดรุ่นแรกของลัมโบร์กินี ท่ามกลางแขกผู้มีเกียรติและบุคคลสำคัญแถวหน้าของเมืองไทยร่วมงานมากกว่า 300 ท่าน ณ The Summer House บ้านปาร์คนายเลิศ โดย “Urus SE” นำเสนอดีไซน์รถยนต์แนวใหม่ เพิ่มประสิทธิภาพอากาศพลศาสตร์ เทคโนโลยีช่วยการขับขี่ที่เหนือชั้น และระบบส่งกำลัง 800 CV ที่ไร้คู่แข่ง ชูเวอร์ชัน PHEV (Plug-in Hybrid Electric Vehicle) เป็นรุ่นท็อปในตระกูล Urus ทั้งในด้านความสบาย ประสิทธิภาพ การปล่อยไอเสียสู่ชั้นบรรยากาศ และประสบการณ์ที่สนุกสนานในการขับขี่ ผสานหัวใจสำคัญทั้ง 2 ด้านของแบรนด์คือระบบการเผาไหม้และระบบไฟฟ้าเพื่อให้ได้แรงบิดและกำลังเครื่องสูงสุดอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ทำให้ Urus SE เป็นรถยนต์ที่มีความโดดเด่นที่สุดในรถยนต์คลาสเดียวกัน โดยสามารถลดการปล่อยไอเสียสู่ชั้นบรรยากาศได้มากถึง 80%

มร.ฟรานเชสโก้ สกาดาโอนิ ผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ออโตโมบิลิ ลัมโบร์กินี กล่าวว่า “ประเทศไทยถือเป็นตลาดที่สำคัญในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และผมรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้นำเสนอ Urus SE ให้แก่ แฟน ๆ ในประเทศไทย เพราะ Urus SE ได้นำเราเข้าสู่ยุคใหม่แห่งวิวัฒนาการรถยนต์ซูเปอร์เอสยูวีในช่วงการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบไฟฟ้า และยังเป็นก้าวสำคัญของลัมโบร์กินี ซึ่งผมเชื่อมั่นว่ารถยนต์รุ่นนี้จะสร้างนิยามใหม่ให้แบรนด์ของเราได้ก้าวไปอีกขั้น ตลอดจนร่วมปฏิวัติโลกยานยนต์ด้วยซูเปอร์เอสยูวี อันเป็นเอกลักษณ์ของเรา”

อภิชาติ ลีนุตพงษ์ ประธานกรรมการ บริษัท เรนาสโซ มอเตอร์ จำกัด ในฐานะตัวแทนจำหน่ายรถยนต์
ลัมโบร์กินีอย่างเป็นทางการรายเดียวในประเทศไทย กล่าวว่า “หลังจากลัมโบร์กินีได้เผยโฉม Urus SE พร้อมกันทั่วโลกในช่วงเวลาไม่ถึงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ในวันนี้นับเป็นโอกาสอันดีที่สาวกกระทิงดุในเมืองไทยจะได้ยลโฉม Urus SE คันจริงเป็นครั้งแรกอย่างใกล้ชิด ซึ่งเรามั่นใจว่า ยนตรกรรมรุ่นใหม่ล่าสุดนี้จะตอบโจทย์ทุกประสบการณ์การขับขี่และได้รับการตอบรับที่ดีจากแฟนๆลัมโบร์กินีทั่วประเทศอย่างแน่นอน”

ประสบการณ์การขับขี่ที่ไร้คู่แข่ง
Urus SE มอบประสบการณ์การขับขี่อันไร้คู่แข่งด้วยเครื่องยนต์ระบบปลั๊กอินไฮบริด ซึ่งเพิ่มประสิทธิภาพและพลศาสตร์ของยานยนต์ให้โลดแล่นได้อย่างเต็มกำลังบนทุกเส้นทางและการขับขี่ทุกรูปแบบ มอบทั้งแรงบิดและกำลังเครื่องสูงสุดในทุกรอบเครื่องยนต์ด้วยโซลูชันเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด อาทิ การใช้ระบบเวคเตอร์แรงบิดไฟฟ้าระหว่างเพลาทั้งสองและระบบเฟืองท้ายไฟฟ้า

“ภารกิจของโครงการนี้ แน่นอนว่าคือการนำเสนอประสิทธิภาพการขับขี่เหนือระดับที่ผสานกับลักษณะเด่นในดีเอ็นเอของแบรนด์ลัมโบร์กินี” มร.รูเว็น โมห์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคนิค ลัมโบร์กินี กล่าว “Urus SE ถูกกำหนดให้เป็นรุ่นท็อปของคลาส ทั้งในด้านความเพลิดเพลินของการเดินทางและพลศาสตร์การขับขี่ โดยเป็นรถยนต์ที่ผสานคุณสมบัติที่แตกต่างกันไว้อย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็นความสะดวกสบายที่สมบูรณ์แบบ และในขณะเดียวกันก็มอบสมรรถนะที่เหนือระดับและการขับขี่ที่สนุกสนานมากที่สุด เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ไม่มีรถยนต์รุ่นใดจะทำได้เทียบเท่า”

เครื่องยนต์ทวินเทอร์โบ V8 4.0 ได้ถูกนำมาพัฒนาใหม่เพื่อให้สามารถทำงานกับระบบส่งกำลังไฟฟ้าได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ทำให้มีกำลังเครื่องถึง 620 CV (456 kW) และแรงบิด 800 Nm โดยระบบสันดาปได้ถูกผสานเข้ากับระบบส่งกำลังไฟฟ้าเพื่อมอบกำลังเครื่อง 192 CV (141 kW) และแรงบิด 483 Nm และเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ทีมวิศวกรจึงให้ความสำคัญกับการปรับจูนการทำงานที่สอดคล้องกันระหว่างเครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) กับมอเตอร์ไฟฟ้า จนได้กำลังเครื่องสูงสุดที่ 800 CV พร้อมการันตีกำลังเครื่องเฉลี่ยดีที่สุดในทุก ๆ โหมดการขับขี่และสภาพพื้นผิวถนน พร้อมติดตั้งแบตเตอรีลิเทียม 25.9 kWh บริเวณใต้พื้นห้องเก็บสัมภาระด้านบนระบบเฟืองท้ายไฟฟ้า

มอเตอร์ซิงโครนัสชนิดแม่เหล็กถาวร (Permanent Magnet Synchronous Motor) ซึ่งติดตั้งอยู่ในระบบเกียร์อัตโนมัติ 8 ระดับสามารถช่วยบูสต์เครื่องยนต์สันดาป V8 และยังเป็นตัวสร้างแรงฉุดได้อีกด้วย ทำให้ Urus SE เป็นรถยนต์ขับเคลื่อน 4 ล้อด้วยระบบไฟฟ้า 100% ที่สามารถเดินทางได้ไกลกว่า 60 กม.เมื่อขับขี่ด้วยโหมดไฟฟ้า (EV Mode) เพียงอย่างเดียว

เทคโนโลยีใหม่ที่ถูกนำมาใช้ใน Urus SE เป็นครั้งแรกคือระบบเวคเตอร์แรงบิดไฟฟ้าตามแนวยาวรูปแบบใหม่ที่ติดตั้งไว้บริเวณกลางตัวรถ พร้อมคลัตช์อิเลกโตรไฮดรอลิกแบบมัลติเพลตซึ่งช่วยสร้างแรงบิดแปรผันระหว่างเพลาหน้าและเพลาหลังได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งทำหน้าที่ประสานการทำงานให้สอดรับกับเฟืองท้ายไฟฟ้าบนเพลาหลังอย่างราบรื่น     จะคอยกระจายแรงบิดเมื่อทำการเบรก ทำให้รถยนต์สามารถควบคุมอาการ oversteer ได้แบบ “on demand” เพื่อมอบสัมผัสอันเร้าใจเสมือนขับขี่รถยนต์สายพันธุ์สปอร์ตตัวจริง

ทั้งสองระบบที่กล่าวมา ได้รับการออกแบบและปรับจูนการทำงานให้เหมาะสมกับการยึดเกาะถนนทุกรูปแบบและทุกสไตล์การขับขี่ มอบแรงฉุดและการตอบสนองที่ฉับไวสูงสุด ไม่ว่าจะเป็นการพุ่งทะยานในสนามแข่งหรือวิ่งตะลุยไปบนเนินทราย พื้นน้ำแข็ง หรือทางดิน

Urus SE เป็นรถยนต์ที่โดดเด่นที่สุดในคลาสเดียวกันด้วยแรงบิดและกำลังเครื่องที่เหนือล้ำในทุกรอบเครื่องยนต์และทุกสภาพถนน โดยมอบกำลังเครื่องยนต์สูงสุดถึง 800 CV (588 kW) ที่ 6,000 รอบต่อนาทีและสามารถให้แรงบิดรวม 950 Nm ที่ 1,750 รอบต่อนาทีและสูงสุดที่ 5,750 รอบต่อนาที จึงมอบประสิทธิภาพสูงสุดในคลาสในทุกแง่มุมของการขับขี่ ผลลัพธ์อันน่าประทับใจนี้มาจากการปรับปรุงประสิทธิภาพด้านอัตราส่วนกำลังต่อน้ำหนักเครื่อง (Weight-to-Power Ratio) ที่ 3.13 kg/CV (เปรียบเทียบกับ 3.3 ในรุ่น Urus S) โดย Urus SE สามารถเร่งความเร็วจาก 0-100 กม./ชม.   ในเวลาเพียง 3.4 วินาที (Urus S ที่ 3.5 วินาที) และจาก 0-200 กม./ชม. ในเวลาเพียง 11.4 วินาที (Urus S ที่ 12.5 วินาที) สามารถทำความเร็วสูงสุดที่ 312 กม./ชม. (Urus S ที่ 305 กม./ชม.) ข้อมูลเหล่านี้ทำให้ SE เป็นรถยนต์ที่   ทรงพลังสูงสุดของตระกูล Urus และสร้างมาตรฐานใหม่ในกลุ่มรถยนต์ซูเปอร์เอสยูวี

งานออกแบบรถยนต์และอากาศพลศาสตร์
Urus SE คือการสร้างนิยามใหม่ให้กับงานออกแบบรถยนต์อันโฉบเฉี่ยวที่เปลี่ยนแนวคิดของดีไซน์เอสยูวีไปอย่างสิ้นเชิง พร้อมนำเสนอเส้นสายใหม่ที่สื่อถึงการอัปเกรดประสิทธิภาพระบบอากาศพลศาสตร์ได้อย่างชัดเจน

ดีไซน์ของ Urus SE สะท้อนถึงรูปทรงแบบพลศาสตร์ที่เน้นภาพลักษณ์ความเป็นรถสปอร์ตและความแข็งแกร่งบึกบึนได้อย่างโดดเด่น ส่วนหน้าหรูหราด้วยการออกแบบฝากระโปรงทรงใหม่แบบ Floating Design โดยลบเส้นสายที่เป็นตัวแบ่งส่วนต่าง ๆ ทิ้งไปเพื่อเสริมความรู้สึกลื่นไหลต่อเนื่องและเน้นย้ำถึงรูปทรงแบบนักกีฬา ชวนให้นึกถึงแนวคิดการออกแบบแนวใหม่ที่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในรุ่น Revuelto นอกจากนี้ ยังเสริมด้วยองค์ประกอบใหม่ ๆ อีกมากมาย ทั้งชุดไฟหน้าที่ใช้เทคโนโลยี Matrix LED ซึ่งเป็นดีไซน์ซิกเนเจอร์ใหม่ล่าสุดที่มีแรงบันดาลใจมาจากหางวัวกระทิงซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของแบรนด์ลัมโบร์กินีนั่นเอง ตลอดจนการออกแบบส่วนกันชนท้ายและตะแกรงหน้าใหม่ในทุกรายละเอียด

“การออกแบบและสัดส่วนของ Urus ยังคงสวยงามอย่างไม่มีสิ่งใดเทียบได้ และยังสะท้อนถึงความเป็นลัมโบร์กินีอย่างไร้ที่ติ” มร.มิตจา โบร์เคิร์ต ผู้อำนวยการฝ่ายการออกแบบ ลัมโบร์กินี กล่าว “ในขณะเดียวกัน Urus SE แสดงถึงวิวัฒนาการอันเปี่ยมเสน่ห์อย่างยิ่ง ซึ่งสอดคล้องกับปรัชญาการออกแบบระดับไอคอนิกที่ยอดเยี่ยมของเรา และที่สำคัญคือการมอบสัมผัสอันหรูหรายิ่งกว่าเดิมด้วยโปรแกรมการตกแต่งแบบ Ad Personam โดยเรานำแรงบันดาลใจมาจากรุ่น Revuelto พร้อมฝากระโปรงรถแบบ Floating เพื่อมอบเส้นสายที่สะอาดตาและรูปทรงส่วนหน้าที่แข็งแกร่งบึกบึน โดยระบบไฟหน้าที่ล้ำสมัยได้ผสานดีไซน์ซิกเนเจอร์แบบ DRL ไว้อย่างลงตัว การออกแบบส่วนท้ายให้ความสำคัญกับช่วงกว้าง ตกแต่งด้วยดิฟฟิวเซอร์แบบใหม่และปรับช่องติดป้ายทะเบียนรถให้มีระดับต่ำลง ดีไซน์ตะแกรงหลังนำ    แรงบันดาลใจมาจากรถยนต์ซูเปอร์สปอร์ตของลัมโบร์กินีอย่าง Gallardo สำหรับการออกแบบห้องโดยสารภายในยังคงสืบทอดปรัชญา “Feel like a pilot” เพื่อยกระดับปฏิสัมพันธ์ระหว่างนักขับและระบบดิจิทัลภายใน”

สำหรับการออกแบบส่วนท้าย มีการจัดสรรพื้นที่เก็บสัมภาระใหม่ทั้งหมดโดยนำรูปทรงที่ต่อเนื่องมาจากรุ่น Gallardo โดยผสานเส้นสายต่าง ๆ ได้อย่างกลมกลืน เชื่อมต่อชุดไฟท้ายด้วยดวงไฟรูปตัว “Y” และดิฟฟิวเซอร์หลังรูปแบบใหม่ซึ่งทำให้รถยนต์มีสัดส่วนคล้ายสปอร์ตมากยิ่งขึ้น ส่วนสปอยเลอร์ใหม่ยังทำงานร่วมกับดิฟฟิวเซอร์หลังในการช่วยเพิ่มแรงกดด้านหลังขณะวิ่งด้วยความเร็วสูงเพิ่มขึ้นถึง 35% เมื่อเปรียบเทียบกับรุ่น Urus S จึงเพิ่มเสถียรภาพในการขับขี่มากยิ่งขึ้น

ประสิทธิภาพด้านอากาศพลศาสตร์ได้ถูกยกระดับขึ้นด้วยการออกแบบท่อระบายลมที่ส่วนล่างตัวรถและท่อลมเข้าแบบปรับปรุงใหม่ พร้อมออกแบบช่องทางลมให้ต่อเนื่องมากขึ้นเพื่อลดความร้อนของชิ้นส่วนและเครื่องยนต์ได้ดีกว่าเดิม ซึ่งมีประสิทธิภาพมากกว่ารุ่น Urus เดิมถึง 15% การออกแบบส่วนหน้ายังผสานกับการเพิ่มประสิทธิภาพอากาศพลศาสตร์ด้านล่างเพื่อช่วยปรับปรุงการไหลเวียนของอากาศและระบายความร้อนให้กับระบบเบรก ซึ่งมีประสิทธิภาพการระบายความร้อนด้วยอากาศสูงขึ้นถึง 30% เมื่อเปรียบเทียบกับระบบเก่า

การตกแต่งรถยนต์ในสไตล์ของคุณ
Urus SE เสนอออปชันการตกแต่งที่เหนือชั้นที่สุดในรถยนต์คลาสเดียวกัน โดยมีทั้งล้ออัลลอยรุ่นอัปเดตใหม่พร้อมดีไซน์ Galanthus ขนาด 23 นิ้วเป็นรุ่นมาตรฐานพร้อมยาง Pirelli P Zero รุ่นใหม่ นอกจากนี้ ยังมีโทนสีตัวรถให้เลือกมากมายและออปชันการตกแต่งอีกมากกว่า 100 องค์ประกอบ พร้อมนำเสนอ 2 โทนสีใหม่ในวันเปิดตัว ทั้งโทนสี Arancio Egon (สีส้ม) ที่จับคู่กับการตกแต่งห้องโดยสารโทนสี Arancio Apodis (สีส้ม) และโทนสี Bianco Sapphirus (สีขาว) จับคู่กับการตกแต่งห้องโดยสารโทนสี Terra Kedros (สีน้ำตาลแดง)

ออปชันการตกแต่งภายในยังมอบทางเลือกคู่สีอีกกว่า 47 แบบและการเย็บตะเข็บตกแต่งถึง 4 สไตล์ (Q-citura stitching) พร้อมออปชันในโปรแกรมการตกแต่ง Ad Personam ที่ช่วยให้เจ้าของ Urus SE สร้างสรรค์รถยนต์ให้มีเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใครเพียงหนึ่งเดียวในโลก
ดีไซน์ห้องโดยสารภายใน
การตกแต่งภายในได้รับการอัปเดตใหม่ เพื่อขับเน้นดีไซน์ระดับซิกเนเจอร์ “Feel like a pilot” อันเป็นเสมือนดีเอ็นเอของลัมโบร์กินี โดยนำเสนอฟีเจอร์ใหม่มากมายบริเวณแผงหน้าปัดด้านหน้าและยกระดับภาพลักษณ์รถยนต์น้ำหนักเบาเหมือนกับในรุ่น Revuelto

หน้าจอขนาดใหญ่ 12.3 นิ้วซึ่งใหญ่กว่ารุ่นเดิม ถูกติดตั้งไว้บริเวณกลางแผงหน้าปัดและมอบการแสดงผลกราฟิก Human Machine Interface (HMI) เวอร์ชันใหม่ที่ใช้งานได้ง่ายดายและเป็นธรรมชาติมากขึ้นเหมือนที่พบได้ในรุ่น Revuelto ทีมนักออกแบบ Lamborghini Centro Stile ยังให้ความสำคัญกับการออกแบบท่อลม โดยตกแต่งด้วยวัสดุอลูมิเนียมเคลือบผิวในรูปทรงตัว “Y” อันเป็นเอกลักษณ์ และยังหุ้มส่วนบานตกแต่ง แผงหน้าปัด เบาะนั่งด้วยวัสดุใหม่ นอกจากนี้ ยังออกแบบแผงปุ่มกดแบบกลไกเพื่อให้ได้สัมผัสของการกดที่สมจริง

ผู้ขับยังสามารถใช้งานทั้งแผงควบคุมรวมแบบดิจิทัลขนาด 12.3 นิ้ว และจอทัชสกรีนขนาด 12.3 นิ้วที่กล่าวไว้ข้างต้น ซึ่งถูกรวมเข้าไว้ด้วยกันตรงกลางแผงหน้าปัดและยังเป็นเสมือนหัวใจหลักของระบบ Lamborghini Infotainment System (LIS) นอกจากนี้ ยังนำเสนอระบบวัดระยะสำหรับรุ่น SE และจอแสดงผลแบบใหม่ที่ทำงานสัมพันธ์กับระบบช่วยขับต่าง ๆ ช่วยให้ผู้ขับสามารถรับรู้สภาวะรอบด้านได้ดียิ่งขึ้น

สัมผัส 4 โหมดการขับขี่ที่แตกต่าง
แผงควบคุม “Tamburo” ถูกติดตั้งบริเวณกลางคอนโซลเพื่อให้ผู้ขับสามารถเลือกโหมดการขับขี่ที่แตกต่างกันได้อย่างง่ายดาย และด้วยการใช้ระบบส่งกำลังแบบไฮบริด เมื่อรวมโหมดการขับขี่ของ Urus ทั้ง 6 แบบเข้ากับการทำงาน Electric Performance Strategies (EPS) แบบใหม่อีก 4 แบบ ทำให้นักขับมีตัวเลือกทั้งหมดมากถึง 11 ออปชัน     โดยในรุ่นนี้ โหมดพื้นฐานทั้ง Strada, Sport, Corsa (สำหรับท้องถนนและสนามแข่ง) รวมถึง Neve, Sabbia และ Terra (สำหรับพื้นผิวที่มีการยึดเกาะที่แตกต่างจากพื้นยางมะตอย) จะสามารถทำงานร่วมกับออปชันระบบ EV Drive, Hybrid, Performance และ Recharge ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

มร.สเตฟาโน คอสซัลเตอร์ ผู้อำนวยการกลุ่มผลิตภัณฑ์ Lanzador และ Urus ลัมโบร์กินี กล่าวว่า “Urus SE คือวิวัฒนาการครั้งสำคัญ ซึ่งไม่ใช่เพียงแนวคิดด้านความยั่งยืนจากการลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้อย่างมหาศาลเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการพัฒนาด้านสมรรถนะและสัมผัสแบบรถยนต์สปอร์ตอีกด้วย สิ่งเหล่านี้เกิดจากการใช้โซลูชันเชิงเทคนิคที่ล้ำสมัยซึ่งเริ่มต้นขึ้นจากระบบส่งกำลังแบบไฮบริด ทำให้ Urus SE ของเราเป็นซูเปอร์เอสยูวีที่ผสานหัวใจสำคัญทั้ง 2 ด้านได้อย่างสมบูรณ์แบบ หนึ่งคือพลังงานจากการเผาไหม้ที่เป็นรากฐานสำคัญของแบรนด์ และอีกหนึ่งคือพลังงานไฟฟ้าซึ่งเป็นอนาคตใหม่ในโลกยานยนต์ เมื่อรวมทุกอย่างเข้าด้วยกัน ทำให้รถยนต์รุ่นนี้คือการตีความบุคลิกภาพของลัมโบร์กินีที่เด่นชัดในรูปลักษณ์ใหม่ และก้าวสู่เวอร์ชันใหม่ได้อย่างน่าทึ่ง”

ระบบ EV Drive ช่วยให้ผู้ขับได้สัมผัสประสบการณ์และศักยภาพของพลังงานไฟฟ้าอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะเมื่อได้รับการปรับแต่งมาเพื่อวิ่งบนท้องถนนในเมือง โดยสามารถวิ่งได้ไกลสุดถึง 60 กม. และเร่งความเร็วสูงสุดที่ 130 กม./ชม. เมื่อทำความเร็วสูงกว่านี้ เครื่องยนต์ V8 ก็จะเข้ามาสนับสนุนการทำงานของมอเตอร์ไฟฟ้า เช่นเดียวกันเมื่อผู้ขับต้องการแรงบิดที่มากกว่าระดับสูงสุดจากมอเตอร์ไฟฟ้า

ระบบ Hybrid ซึ่งสามารถเลือกใช้ได้เมื่อขับขี่ในโหมด Strada มอบประสิทธิภาพและความสบายสูงสุดบนการทำงานที่สมดุลระหว่างเครื่องยนต์สันดาปและมอเตอร์ไฟฟ้า และแน่นอน ถือเป็นโหมดใช้งานแบบอเนกประสงค์ที่เหมาะสำหรับการขับขี่ในชีวิตประจำวัน ระบบ Recharge ซึ่งสามารถเลือกได้เมื่อใช้โหมด Strada, Sport, Corsa และ Neve        โดยสามารถชาร์จไฟให้แบตเตอรีได้ถึง 80% โดยที่ยังให้สมรรถนะการขับขี่สูงสุด ส่วนระบบ Performance         เหมาะสำหรับ ผู้ที่ต้องสัมผัสศักยภาพที่แท้จริงของ Urus SE ซึ่งไม่เพียงเลือกได้ในโหมด Strada, Sport และ Corsa เท่านั้น แต่ยังรวมถึงโหมด Sabbia และ Terra อีกด้วย โดยมอบประสิทธิภาพด้านพลศาสตร์ที่เหนือชั้นของซูเปอร์  เอสยูวีตัวจริงแม้ไม่ได้วิ่งบนพื้นยางมะตอย

เมื่อวิ่งในโหมดที่แตกต่างกัน สปริงลมจะปรับเปลี่ยนการทำงานเพื่อสร้างค่าความสูงรถที่เหมาะสม ตั้งแต่การเดินทางระยะ 15 มม. ในโหมด Corsa ไปจนถึงสูงสุดที่ 75 มม. เมื่อระบบยกตัวรถทำงานเต็มที่ นอกจากนี้ พารามิเตอร์ที่คอยปรับพวงมาลัย ระบบการขับขี่ และเสียงเครื่องยนต์ทวินเทอร์โบ V8 ก็จะทำงานแบบแปรผันเช่นกัน เพื่อสะท้อนถึง “บุคลิก” ที่แตกต่างของ Urus SE

ทีมผู้พัฒนายังให้ความสำคัญอย่างมากกับระบบกันสะเทือนแบบถุงลม (Air Suspension) เพื่อเน้นประสบการณ์     การขับขี่ของแต่ละโหมดให้โดดเด่นยิ่งขึ้น โดยในโหมด Strada ได้เพิ่มระดับความสบายของรถยนต์ Urus S ให้มากขึ้นไปอีก ส่วนในโหมด Sport จะเพิ่มความสนุกสนานในการขับขี่ โดยเสริมคาแรกเตอร์ของระบบส่งกำลังแบบใหม่        ในการสตาร์ตและการดริฟต์ที่มันส์อย่างต่อเนื่อง โหมด Corsa ออกแบบมาเพื่อการพุ่งทะยานในสนามแข่งขัน ทำให้ Urus SE โชว์ศักยภาพด้านพลศาสตร์ได้อย่างเต็มที่ด้วยการติดตั้งหน่วยควบคุมไฟฟ้า (ECU) สำหรับระบบกันสะเทือน ซึ่งช่วยควบคุมรูปแบบการเคลื่อนไหวของโครงแชสซี (ทั้งการ Pitch, Yaw, Roll และ Pump) ซึ่งทำให้ตัวรถมีความเสถียรสูงและตอบสนองกับขอบสนามแข่งได้อย่างฉับไว รวมไปถึงการวิ่งบนทางขรุะขระและพื้นผิวที่มีการยึดเกาะต่ำ ซึ่งเกิดจากการติดตั้งเหล็กกันโคลงที่ควบคุมการทำงานด้วยระบบไฟฟ้า 48V ส่วนในโหมด Neve, Stabbia และ Terra ได้ถูกปรับปรุงประสิทธิภาพใหม่เพื่อเสริมประสิทธิภาพแรงกระทำกับพื้นถนนที่สม่ำเสมอ และสร้างแรงฉุดที่ดีที่สุดบนพื้นผิวทุกประเภท

วินฟาสต์พลิกเกมหนุนการใช้อีวีด้วยนวัตกรรมบริการแบตเตอรี่แบบเช่า


ปัจจุบัน มีการพูดคุยกันในกลุ่มผู้ชื่นชอบรถยนต์ไฟฟ้าชาวไทยในสื่อสังคมออนไลน์เกี่ยวกับการเช่าแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าแยกต่างหากจากการซื้อรถ เพื่อเป็นการตอบโจทย์ความต้องการนี้  วินฟาสต์ ผู้นำยานยนต์ไฟฟ้าจากเวียดนาม จึงนำเสนอข้อมูลสำหรับผู้บริโภคให้เข้าใจถึงประโยชน์ของนวัตกรรมบริการแบตเตอรี่ให้เช่าในรูปแบบสมาชิก ซึ่งจะช่วยให้ผู้บริโภคตัดสินใจเป็นเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้าในอนาคตได้ง่ายขึ้น ด้วยความคุ้มค่าสูงสุด ได้อย่างมั่นใจไร้กังวล
วินฟาสต์กล้าที่จะฉีกกฎในการเป็นเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้าแบบเดิม ๆ ด้วยโปรแกรมแบตเตอรี่แบบเช่า เพื่อช่วยลดความกังวลของผู้ใช้รถในเรื่องอายุการใช้งานแบตเตอรี่ ซึ่งโมเดลล้ำสมัยนี้จะมาปฏิวัติแนวทางการซื้อรถยนต์ไฟฟ้าของผู้บริโภคในอนาคตอันใกล้
ภูมิภาคอาเซียนนอกจากจะเป็นศูนย์กลางของนวัตกรรมที่มีบทบาทสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ แล้ว ยังมีศักยภาพที่จะเป็นศูนย์กลางของการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าอีกด้วย  วินฟาสต์กำลังรุกสู่ตลาดภูมิภาคนี้อย่างจริงจังด้วยโมเดลธุรกิจใหม่ที่มุ่งเน้นบุกเบิกโปรแกรมแบตเตอรี่แบบเช่า ด้วยการจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าที่ไม่มีแบตเตอรี่
เนื่องจากแบตเตอรี่เป็นส่วนประกอบที่มีราคาแพงที่สุดในรถยนต์ไฟฟ้า โปรแกรมแบตเตอรี่แบบเช่าจะช่วยให้ลูกค้าสามารถซื้อรถและจ่ายค่าเช่าแบตเตอรี่รายเดือนแยกต่างหาก โมเดลธุรกิจใหม่นี้จึงเข้ามารับมือกับความท้าทายในแวดวงรถยนต์ไฟฟ้าของอาเซี่ยนได้อย่างชาญฉลาด และจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งเสริมให้ทุกคนซื้อรถยนต์ไฟฟ้าได้ง่ายขึ้น
ยิ่งไปกว่านั้น แนวทางของวินฟาสต์ยังสอดคล้องกับแนวโน้มอุตสาหกรรมที่กำลังมุ่งสู่โมเดลการสมัครสมาชิก ซึ่งดึงดูดใจกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ไม่ยึดติดกับแนวคิดการเป็นเจ้าของรถยนต์ในแบบเดิม

จากการศึกษาผู้ซื้อยานยนต์ทั่วโลกในปี 2024 ( 2024 Global Automotive Consumer Study) ซึ่งสำรวจกลุ่มผู้บริโภค 27,000 รายใน 26 ประเทศ ชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงความคิดแบบนี้ โดยพบว่า 46% ของผู้ตอบแบบสอบถามในอาเซียนที่มีอายุระหว่าง 18-34 ปี เปิดรับรูปแบบการใช้รถยนต์แบบสมัครสมาชิก ขณะที่การศึกษาในกลุ่มชาวอเมริกันในปี 2023 พบว่า Gen Z และกลุ่มมิลเลนเนียล มากกว่า 70% เปิดรับแนวคิดการเช่าแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าแยกต่างหากจากการซื้อรถ
การเปลี่ยนแปลงทัศนคติของผู้บริโภคดังกล่าวอาจเปิดโอกาสในการสร้างรายได้ใหม่ ๆ ให้กับผู้ผลิตรถยนต์ และโมเดลธุรกิจใหม่ของวินฟาสต์อาจเรียกได้ว่ากำลังเข้ามาบุกเบิกวงการ คงต้องจับตามองต่อไปถึงความสำเร็จของรูปแบบบริการของวินฟาสต์ในตลาดอาเซียนนอกเหนือจากตลาดเวียดนาม แต่อย่างน้อย การที่วินฟาสต์สามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคในเรื่องความกังวลเกี่ยวกับราคารถยนต์ ประสิทธิภาพการใช้งาน และการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ก็ถือว่าได้ใจผู้คนไปไม่น้อย   
บริการแบตเตอรี่แบบเช่า เพื่อการใช้รถยนต์ไฟฟ้าอย่างมั่นใจ ไร้กังวล
ด้วยโมเดลธุรกิจของวินฟาสต์ ลูกค้าสามารถเช่าแบตเตอรี่โดยจ่ายเป็นรายเดือนแทนการซื้อขาด แนวทางนี้จะช่วยลดค่าใช้จ่ายก้อนแรกในการซื้อรถ และประหยัดค่าใช้จ่ายการใช้รถในระยะยาว ส่งผลให้รถยนต์ไฟฟ้าเป็นที่ต้องการมากขึ้น และผู้บริโภคเข้าถึงได้ง่ายขึ้น
วินฟาสต์มีความมั่นใจว่าโมเดลธุรกิจที่บุกเบิกวงการนี้ “ไม่เหมือนใคร” “ก้าวล้ำ” และ “สร้างสรรค์” แม้จะดูเป็นกลยุทธ์การตลาดทั่วไป แต่โมเดลนี้ประสบความสำเร็จอย่างน่าพอใจในตลาดเวียดนาม โดยบริษัทมียอดขายขึ้นเป็นอันดับหนึ่งในไตรมาสที่ 1 ของปีนี้
โมเดลแบตเตอรี่แบบเช่ายังตอบโจทย์ในเรื่องความกังวลของลูกค้าเกี่ยวกับการเสื่อมสภาพของแบตเตอรี่ โดยรับประกันในการบำรุงรักษาและเปลี่ยนแบตเตอรี่ฟรีเมื่อมีความจุลดลงต่ำกว่า 70% เพื่อให้ลูกค้ามั่นใจถึงประสิทธิภาพสูงสุดและไร้ความกังวลในการใช้รถ  
นอกเหนือจากการดูแลลูกค้าในระยะยาวแล้ว โมเดลแบตเตอรี่แบบเช่ายังช่วยลดค่าใช้จ่ายในระยะยาว  แม้จะมีค่าใช้จ่ายค่าแบตเตอรี่รายเดือนเกิดขึ้น แต่เมื่อเปรียบเทียบกับค่าใช้จ่ายในการเติมน้ำมันของรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปแล้วยังถือว่าประหยัดกว่า 

แนวทางของวินฟาสต์ยังสามารถลดความเสี่ยงในเรื่องค่าใช้จ่ายให้กับผู้ซื้อรถยนต์ไฟฟ้ามือสอง เนื่องจากบริษัทเป็นเจ้าของแบตเตอรี่และรับผิดชอบดูแลค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนแบตเตอรี่ใหม่  กลยุทธ์นี้ยังเป็นประโยชน์ต่อวินฟาสต์เองให้สามารถสร้างรายได้อย่างต่อเนื่องจากตลาดรถยนต์มือสอง
ยิ่งไปกว่านั้น การที่วินฟาสต์เป็นเจ้าของแบตเตอรี่ยังช่วยให้ลูกค้ามั่นใจได้ถึงการจัดการแบตเตอรี่ที่หมดอายุการใช้งานอย่างมีความรับผิดชอบ โดยร่วมมือกับบริษัทรีไซเคิลหลายรายและศึกษาแนวทางในการนำแบตเตอรี่กลับมาใช้ใหม่เพื่อส่งเสริมความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม
จากความสำเร็จในตลาดเวียดนาม  วินฟาสต์กำลังนำโมเดลนี้ไปสู่ตลาดสำคัญอื่น ๆ ในภูมิภาค เช่น อินโดนีเซีย โดยรถยนต์ครอสโอเวอร์ไฟฟ้า VF e34 ของวินฟาสต์จำหน่ายในราคาเริ่มต้นที่ 718,000 บาท (ประมาณ  19,416 ดอลลาร์สหรัฐ) โดยไม่รวมแบตเตอรี่ ซึ่งต่ำกว่ารถคู่แข่งที่ใช้น้ำมันเบนซินหลายราย ลูกค้าสามารถเลือกการสมัครสมาชิกแบตเตอรี่รายเดือน: ประมาณ 3,700 บาท (100 ดอลลาร์สหรัฐ) ต่อเดือน สำหรับระยะทางสูงสุด 3,000 กม. หรือ 6,400 บาท (173 ดอลลาร์สหรัฐ) ต่อเดือน โดยไม่จำกัดระยะทาง
โมเดลธุรกิจของวินฟาสต์ยังจะสร้างแนวโน้มที่ดีสำหรับตลาดรถยนต์ไฟฟ้ามือสองอีกด้วย การศึกษาเมื่อเร็ว ๆ นี้เผยให้เห็นว่ารถยนต์ไฟฟ้ามีค่าเสื่อมราคาสูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญ โดยในปีที่ผ่านมา ราคาลดลงโดยเฉลี่ย 31.8% เมื่อเทียบกับรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) ที่ลดลงเพียง 3.6% การที่รถยนต์ไฟฟ้าเสื่อมราคาอย่างรวดเร็วนี้เกิดจากการทัศนคติของผู้บริโภคที่มีต่อรถยนต์ไฟฟ้าว่าน่าจะคล้ายกับเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มูลค่าจะลดลงอย่างรวดเร็ว รวมถึงค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนแบตเตอรี่ที่มีราคาแพง หากผู้ซื้อคาดการณ์ว่าจะต้องจ่ายค่าซ่อมแบตเตอรี่ที่เสื่อมสภาพสูงมาก พวกเขาก็มีแนวโน้มที่จะไม่พิจารณารถยนต์ไฟฟ้ามือสอง

ผู้บุกเบิกโมเดลใหม่ในการเป็นเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้า
โมเดลธุรกิจใหม่ของวินฟาสต์สร้างสมดุลระหว่างแนวคิดดั้งเดิมของการเป็นเจ้าของแบตเตอรี่และโมเดลในซื้อรถแบบไม่มีแบตเตอรี่ ซึ่งจะสามารถลดค่าใช้จ่ายก้อนแรกสำหรับผู้ซื้อรถยนต์ไฟฟ้าโดยไม่ต้องกังวลกับปัญหาโครงสร้างพื้นฐานที่มีราคาแพงและบริการที่ไม่ได้มาตรฐาน และด้วยโมเดลการสมัครสมาชิกแบบนี้ ลูกค้าสามารถพิจารณาวินฟาสต์ให้เป็นทางเลือกที่ดีกว่ารถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายใน  เนื่องจากมีโครงสร้างค่าใช้จ่ายที่คล้ายคลึงกัน ความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะสร้างสรรค์นวัตกรรมทำให้วินฟาสต์เป็นบริษัทที่น่าจับตามอง และอาจเป็นสัญญาณบ่งบอกแนวทางในการซื้อรถยนต์ของผู้บริโภคในอนาคต

“AXA” เซ็นสัญญาสนับสนุน “MOTOR EXPO” ต่อเนื่องปีที่ 3

ขวัญชัย ปภัสร์พงษ์ ประธานจัดงาน “มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 41” ร่วมด้วยคณะผู้บริหาร และ โคลด เซนย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอกซ่าประกันภัย จำกัด (มหาชน) เซ็นสัญญาบันทึกข้อตกลง เป็นผู้ร่วมอุปถัมภ์การจัดงานอย่างเป็นทางการ ด้านการประกันภัย ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3

ความร่วมมือกันครั้งนี้ บริษัท แอกซ่าประกันภัย จำกัด (มหาชน) จะเป็นผู้ร่วมอุปถัมภ์การจัดงานอย่างเป็นทางการ ที่พร้อมจะเข้ามาเสริมความแข็งแกร่งในเรื่องของการประกันภัย อาทิ ประกันภัยรถยนต์ ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล ประกันภัยการเดินทาง ฯลฯ รวมถึงมอบข้อเสนอพิเศษให้ผู้เข้าร่วมชมงาน และลูกค้าที่สนใจซื้อรถยนต์ภายในงานปีนี้

งาน “มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 41” จะจัดขึ้น ณ อาคารชาลเลนเจอร์ IMPACT เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 29 พฤศจิกายน – 10 ธันวาคม 2567 ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ motorexpo.co.th และทุกสื่อในเครือ “IMC สื่อสากล”

GAC AION ขนทัพรถยนต์ไฟฟ้าเข้าร่วมงาน Motor Show 2024พร้อมเปิดตัว Hyper HT เอสยูวีไฟฟ้าระดับไฮเอนด์ สุนทรียภาพทางศิลปะและเทคโนโลยี อย่างเป็นทางการในประเทศไทย



GAC AION ขนทัพรถยนต์ไฟฟ้า AION Y Plus และ AION ES เข้าร่วมงาน Motor Show 2024 พร้อมเปิดตัว Hyper HT เอสยูวีไฟฟ้าลักชัวรี่ระดับไฮเอนด์อย่างเป็นทางการ นำเสนอทางเลือกที่เหนือกว่าสำหรับผู้บริโภคชาวไทย ด้วยความหรูหราระดับพรีเมียม ดีไซน์ล้ำสมัย พร้อมเทคโนโลยีและนวัตกรรมอัจฉริยะ

นายโอเชี่ยน หม่า (Ocean Ma) กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไอออน ออโตโมบิล เซลส์ (ประเทศไทย) และ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไอออน ออโตโมบิล แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า GAC AION ถือเป็นหนึ่งในบริษัทรถยนต์รายแรกๆ ในโลกที่ประสบความสำเร็จในการวิจัยเกี่ยวกับพลังงานไฟฟ้าและระบบเทคโนโลยีอัจฉริยะ ทั้งยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และยานยนต์เชื่อมต่ออัจฉริยะ (Intelligent Connected Vehicles: ICV) อย่างเต็มรูปแบบ ขณะเดียวกันเป็นที่ทราบกันดีว่า GAC AIONสามารถคิดค้น วิจัยและผลิตชิ้นส่วนที่เป็นหัวใจหลักของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าได้ทั้ง 3 อย่าง ไม่ว่าจะเป็นแบตเตอรี่, มอเตอร์, แผงควบคุมระบบไฟฟ้า หรือ ECU ทำให้ GAC AION กลายเป็นผู้นำอุตสาหกรรมยานยนต์พลังงานใหม่ของโลก

สำหรับประเทศไทย GAC AION ได้นำ AION Y Plus เข้ามาทำตลาดเมื่อปี 2023 ที่ผ่านมา ซึ่งได้รับกระแสตอบรับที่ดีของชาวไทยมาโดยตลอด สะท้อนจากยอดจองรถยนต์เป็นจำนวนทั้งสิ้น 4,568 คัน และมียอดจองรถยนต์เป็นอันดับ 4 จากแบรนด์รถยนต์ที่เข้าร่วมงานทั้งหมด และยังมียอดจองเป็นอันดับที่ 2 ในแบรนด์รถไฟฟ้าภายในงาน Motor Expo 2023 ที่ผ่านมา ถือเป็นก้าวแรกของความสำเร็จในการทำตลาดในประเทศไทยของ GAC AION


ในปี 2023 ที่ผ่านมา ถือเป็นปีที่ GAC AION เติบโตอย่างก้าวกระโดด ด้วยยอดขายรถยนต์ไฟฟ้ากว่า 480,000 คัน เติบโตเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 77% ครองตำแหน่งแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าอันดับ 2 ของประเทศจีน
และ อันดับที่ 3 ของแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าของโลก และในวันที่ 28 ธันวาคม 2566 ที่ผ่านมา GAC AION สร้างสถิติผลิตและขายรถยนต์ได้ครบ 1 ล้านคันเร็วที่สุดในโลกเป็นประวัติการณ์ โดยใช้เวลาเพียง 4 ปี 8 เดือน การันตีถึงความสามารถและความเหนือชั้นของ GAC AION ทั้งในแง่ของกระบวนการผลิต คุณภาพของผลิตภัณฑ์ และการตลาดอันแข็งแกร่ง ปัจจุบัน GAC AION มีแบรนด์รถยนต์ภายในเครือทั้งหมด 2 แบรนด์ ได้แก่ AION แบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าที่มาพร้อมกับความคุ้มค่า ดีไซน์ภายนอกและภายในที่ทันสมัย พร้อมด้วยเทคโนโลยีและฟีเจอร์อัจฉริยะ และ Hyper แบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าระดับไฮเอนด์ (Hi-End) ที่มาพร้อมกับความหรูหรา และเทคโนโลยีขั้นสูงสุด

ในปี 2024 นี้ GAC AION กำลังสร้างโรงงานประกอบรถยนต์ในประเทศไทย ซึ่งคาดว่าจะสร้างแล้วเสร็จในช่วงเดือนสิงหาคมของปีนี้ ในขณะเดียวกันยังมีการสร้างศูนย์วิจัยและพัฒนา (R&D) ในประเทศไทยอีกด้วย คาดว่าจะสร้างแล้วเสร็จภายในเดือนเมษายนปีนี้เช่นกัน

เพื่อสานต่อความสำเร็จ และนำเสนอทางเลือกใหม่ที่เหนือกว่า ให้กับผู้บริโภคชาวไทย ล่าสุด GAC AION ได้เข้าร่วมงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 45 หรือ Motor Show 2024 ที่จัดขึ้นในวันพุธที่ 27 มี.ค. – วันอาทิตย์ที่ 7 เม.ย. 2567 ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1-3 อิมแพค เมืองทองธานี โดยความพิเศษภายในงาน ได้มีการแนะนำแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าระดับไฮเอนด์ Hyper อย่างเป็นทางการ พร้อมเปิดตัว Hyper HT รถยนต์เอสยูวีไฟฟ้าลักชัวรี่ระดับไฮเอนด์ที่หลายคนรอคอย

Hyper (ไฮเปอร์) เป็นแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าระดับไฮเอนด์ (Hi-End) ของ GAC AION ที่ตอบสนองความต้องการในกลุ่มลูกค้าผู้หลงใหลความเป็นที่สุด ทั้งความหรูหรา เทคโนโลยี และสมรรถนะขั้นสูง สะท้อนภาพลักษณ์ และรสนิยมอย่างเหนือชั้น โดยได้คิดค้นนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ดีที่สุด เพื่อนำมาใช้ในรถยนต์หลากหลายรุ่นของ Hyper โลโก้ของแบรนด์สื่อถึงธนู AI ARROW เพื่อแสดงถึงศักยภาพในการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าอย่างไม่หยุดยั้ง ด้วยแนวคิดในการพัฒนาหลัก 4 ประการ คือ “ก้าวล้ำ (ADVANCE) ทันสมัย (TRENDY) สนุกสนาน (FUN) และ คุณภาพสูง (HIGH-GRADE)” ซึ่งสร้างความสมบูรณ์แบบ ทั้งนวัตกรรมทางเทคโนโลยีและความคิดสร้างสรรค์ทางศิลปะ ผสมผสานในการผลิตรถยนต์เข้าด้วยกัน เพื่อให้ลูกค้าผู้ใช้งานได้รับ “ประสิทธิภาพสูงสุดที่มาพร้อมประสบการณ์ความหรูหรา และการบริการในระดับท็อปคลาส”

ในปัจจุบันแบรนด์ Hyper ของ GAC AION มีรถยนต์ไฟฟ้าอยู่ทั้งหมด 3 รุ่นดังนี้
– Hyper HT รถเอสยูวีไฟฟ้าระดับพรีเมียม มอบความสะดวกสบายสูงสุดให้กับผู้ขับขี่และผู้โดยสาร ตัวรถมีขนาดใหญ่นั่งสบาย พร้อมฟังก์ชันและฟีเจอร์ระดับไฮเอนด์ โดดเด่นด้วยประตูแบบปีกนก หรือ Gullwing Doors เปิด-ปิด ด้วยระบบไฟฟ้าเต็มรูปแบบ
– Hyper GT รถสปอร์ตซีดานไฟฟ้า มาพร้อมดีไซน์ที่ดูโฉบเฉี่ยว พร้อมการตกแต่งภายในที่ดูหรูหรา โดดเด่นด้วยประตูแบบปีกผีเสื้อ (Butterfly Doors) และออปชันระดับไฮเอนด์
–  Hyper SSR ไฮเปอร์คาร์ไฟฟ้า 100% รุ่นแรกในประเทศไทย มาพร้อมตัวถังแบบคาร์บอนไฟเบอร์น้ำหนักเบา มอเตอร์ไฟฟ้า 3 ตัว (หน้า 1 หลัง 2) ให้พละกำลังรวมสูงสุด 1,224 แรงม้า สามารถทำอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง เร็วสูงสุดภายใน 1.9 วินาที และมีแรงกระชากในระดับ 1.7G

โลโก้ของแบรนด์ Hyper เป็นสัญลักษณ์ ลูกศร AI สื่อถึงภูมิปัญญาและความรัก ที่สุดแห่งเทคโนโลยีและความโรแมนติก มุ่งเน้นอัจฉริยภาพ ความหรูหรา ศิลปะ และรสนิยม รังสรรค์ศิลปกรรมทางเทคโนโลยี ปัจจุบัน บริษัทได้พัฒนาขีดความสามารถก้าวสู่ความเป็นผู้นำระดับโลกใน 6 มิติ ได้แก่ การวิจัยและพัฒนา การผลิตอัจฉริยะ ห่วงโซ่อุตสาหกรรม การบริการด้านการตลาด วัฒนธรรมองค์กร และความเป็นสากล โดยวันนี้ เราได้นำรถรุ่นใหม่ล่าสุดภายใต้แบรนด์ Hyper ที่พร้อมผลิตเพื่อส่งมอบสู่ตลาด “Hyper HT” นายโอเชี่ยน หม่า (Ocean Ma) กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไอออน ออโตโมบิล เซลส์ (ประเทศไทย) และ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไอออน ออโตโมบิล แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด กล่าว

สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า Hyper HT ถือเป็นรถเอสยูวีไฟฟ้าที่มาพร้อมกับความหรูหราและเทคโนโลยีอัจฉริยะระดับโลก เหนือระดับด้วยดีไซน์ภายนอกแบบโค้งมนที่เป็นเอกลักษณ์ (Liquid curved body) โดดเด่นด้วยประตูคู่หลังแบบปีกนก (Gullwing Doors) พร้อมเปิด-ปิด ด้วยระบบไฟฟ้าเต็มรูปแบบ สะกดทุกสายตาที่ได้พบเห็น ภายในห้องโดยสารตกแต่งด้วยวัสดุระดับพรีเมียมที่ผ่านการคัดสรรอย่างพิถีพิถัน เพิ่มความหรูหราระดับพรีเมียม รวมถึงฟังก์ชันอำนวยความสะดวกมากมาย เช่น เบาะนวดไฟฟ้า ปรับระดับการนวดได้หลายรูปแบบ, เบาะหนังคุณภาพสูงให้สัมผัสการนั่งที่ดีเยี่ยมพร้อมฟังก์ชันระบายอากาศและอุ่นเบาะ เพิ่มความผ่อนคลายตลอดการเดินทาง เบาะที่นั่งด้านหลังสามารถปรับเอนได้ถึง 143 องศา มากที่สุดในรถเอสยูวีระดับเดียวกัน, ระบบเครื่องเสียงคุณภาพสูง และฟีเจอร์อื่นๆมากมาย

จุดเด่นอันเหนือระดับของ Hyper HT มาพร้อมกับที่พักเท้าด้านหลังแบบพับได้ เพิ่มพื้นที่ยืดขาโอ่อ่าขั้นสูงสุด และ โต๊ะวางของอเนกประสงค์ สำหรับวางสิ่งของต่าง ๆ ตอบโจทย์การใช้งานหลากหลาย เพิ่มความเป็นส่วนตัวด้วยกระจกกันเสียงแบบลามิเนต 2 ชั้น และพื้นที่สัมภาระขนาดใหญ่พิเศษ ความจุขนาด 670 ลิตรและเมื่อพับเบาะสามารถใช้พื้นที่ได้ถึง 1,802 ลิตร สามารถเก็บถุงกอล์ฟใบใหญ่ 2 ใบได้สบาย ๆ

Hyper HT ถูกพัฒนาด้วยแนวคิดหลัก 4 ประการได้แก่
• Hyper Design – ที่สุดแห่งการออกแบบเหนือระดับ เปรียบเสมือนงานศิลปะแห่งโลกยานยนต์ สะกดทุกสายตาด้วยประตูแบบปีกนก (Gullwing Doors), ไฟหน้าแบบ Diamond Cut และไฟท้ายแบบ Horizon
• Hyper Space – มอบความสะดวกสบายภายในห้องโดยสารที่มากกว่า ด้วยพื้นที่ภายในสุดหรูหรา ตกแต่งด้วยวัสดุระดับพรีเมียม มอบประสบการณ์ในการขับขี่และการโดยสารระดับ “เฟิร์สคลาส” ด้วยฟังก์ชันเบาะนวด 10 จุด และเบาะโดยสารด้านหลังที่สามารถปรับเอนได้ถึง 143 องศา
• Hyper Energy – ไปได้ไกลและรวดเร็วยิ่งกว่า ด้วยเทคโนโลยี Magazine Battery เจเนอเรชั่นที่ 2 พร้อมระบบ Fast Charge ชาร์จเพียง 15 นาที ก็สามารถวิ่งได้ไกล 400 กิโลเมตร และหากชาร์จเต็มจะสามารถวิ่งได้ไกลกว่า 600 กิโลเมตร
• Hyper Network – โครงข่ายสถานีชาร์จ Hyper Premium Charging Network เอกสิทธิ์เฉพาะลูกค้า Hyper โดยในปี 2024 จะมีการสร้างสถานีชาร์จจำนวน 15 แห่ง ครอบคลุมรัศมี 15 กิโลเมตรในกรุงเทพมหานคร และในปี 2028 จะมีการขยายโครงข่ายสถานีชาร์จเป็น 100 แห่งทั่วประเทศ

ขอเชิญชวนทุกท่านเข้ามาสัมผัส Hyper HT ยนตรกรรมแห่งความเหนือระดับ ที่จะเปิดประสบการณ์การเดินทางไปสู่โลกอนาคตครั้งใหม่ ที่บูท GAC AION (A20) ในงาน Motor Show 2024 ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1-3 อิมแพค เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 27 มีนาคม – 7 เมษายน 2567

วินฟาสต์ (VinFast) ลงนามข้อตกลงความร่วมมือกับ 15 ดีลเลอร์ในประเทศไทย

กรุงเทพมหานคร, 27 มีนาคม 2567 – บริษัท วินฟาสต์ ออโต้ (ประเทศไทย) ได้ลงนามข้อตกลงความร่วมมือ
(Letter of Intent-LOI) กับ 15 ดีลเลอร์ชั้นนำ ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 45 นับเป็นก้าวสำคัญในการขยายเครือข่ายการจัดจำหน่ายของวินฟาสต์ (VinFast) ซึ่งจะช่วยส่งเสริมการเติบโตและตอกย้ำถึงสถานะและชื่อเสียงของบริษัทในประเทศไทยซึ่งเป็นตลาดยานยนต์ชั้นนำของเอเชีย
ตามข้อตกลงนี้วินฟาสต์ และดีลเลอร์จะร่วมมือกันอย่างเต็มที่เพื่อเปิดโชว์รูม 22 แห่ง โดยเน้นพื้นที่บนถนนสายหลัก
ในเขตกรุงเทพมหานคร และปริมณฑลที่เป็นจุดโฟกัสในกลยุทธ์การเติบโตของวินฟาสต์ในตลาดประเทศไทย
ที่มีอัตราการใช้รถยนต์ไฟฟ้าสูง และมีความพร้อมด้านสถานีชาร์จเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยให้วินฟาสต์สามารถนำเสนอยานยนต์ไฟฟ้าหลากหลายรุ่นเพื่อชีวิตคนเมือง
ดีลเลอร์พันธมิตรของวินฟาสต์ได้มองเห็นโอกาสทางธุรกิจจากแนวโน้มการเติบโต และความสนใจของตลาดการขนส่งด้วยพลังงานไฟฟ้าที่ยั่งยืน รวมถึงชื่อเสียงที่แข็งแกร่งของแบรนด์วินฟาสต์ และผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายได้สร้าง
ความเชื่อมั่นในความสำเร็จของบริษัทฯ ในภูมิภาคเอเชียมากขึ้น
นอกเหนือจากพื้นที่กรุงเทพมหานคร และปริมณฑลแล้ว เครือข่ายดีลเลอร์ของวินฟาสต์จะขยายไปยังเมืองหลักอย่างเช่น เชียงใหม่ ขอนแก่น อุบลราชธานี อยุธยา และชลบุรี ช่วยให้สามารถเข้าถึงตลาดการขนส่งแบบยั่งยืนที่มีศักยภาพทั่วประเทศสอดคล้องกับเป้าหมายของวินฟาสต์ในการขยายเครือข่ายการขายและการส่งมอบรถได้ทั่วโลก 
ภายหลังการเปิดตัวอย่างเป็นทางการ ดีลเลอร์พร้อมจัดจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้ารุ่น VF e34, VF 5, VF 6 และ VF 7
รวมถึงสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าของวินฟาสต์อีกด้วย ส่วนกำหนดเวลาเปิดรับจอง ราคารถ และนโยบายหลังการขายจะประกาศอย่างเป็นทางการภายในปี 2567
Ms. Vu Dang Yen Hang (ฮานา วู) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ บริษัท วินฟาสต์ ออโต้ (ประเทศไทย) กล่าวว่า “ด้วยความร่วมมือกับดีลเลอร์ เรามีเป้าหมายที่จะส่งมอบรถไฟฟ้าอัจฉริยะเพื่อการเดินทางอันทันสมัยแก่
ผู้ใช้รถชาวไทยให้ได้รับประสบการณ์ที่รื่นรมย์ และสนุกสนาน ข้อตกลงความร่วมมือนี้นอกจากจะเป็นสร้างการรับรู้ของบริษัท แต่ยังเป็นเสมือนสปริงบอร์ดที่ส่งให้เราเติบโตในตลาดเมืองไทยด้วยการมอบประสบการณ์ที่ดีจากยานยนต์ไฟฟ้าที่หลากหลายให้ลูกค้าของเรา”  

การขยายเครือข่ายดีลเลอร์ตอกย้ำจุดยืน และความสามารถในการปักหมุดที่มั่นคงของวินฟาสต์ในประเทศไทย
เน้นย้ำศักยภาพการเติบโตและการพัฒนาระบบการขนส่งที่ยั่งยืนให้มีความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง

วินฟาสต์ตั้งเป้าที่จะขยายตลาดไม่น้อยกว่า 50 ประเทศทั่วโลกภายในในปี 2567 นอกเหนือจากตลาดหลัก
เช่น สหรัฐอเมริกา แคนาดา และยุโรปแล้ว ยังได้ก้าวเข้าสู่ประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียที่รวมถึงอินเดีย อินโดนีเซีย ไทย ฟิลิปปินส์ รวมถึงตะวันออกกลาง และแอฟริกา เพื่อเป็นสนับสนุนการเติบโตในตลาดทั่วโลกบริษัทกำลังเร่ง
การก่อสร้างโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในสหรัฐอเมริกาและอินเดีย และมีแผนสร้างโรงงานเพิ่มเติมในอินโดนีเซียอีกด้วย
###

VF Wild รถต้นแบบจากวินฟาสต์ ที่พร้อมปฏิวัติวงการรถกระบะไฟฟ้าของโลก

VF Wild กระบะไฟฟ้าต้นแบบจากวินฟาสต์ สัญลักษณ์แห่งการสร้างสรรค์จากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คือหนึ่งใน
ไฮไลต์สำคัญของงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 45 (BIMS 2024) หลังจากสร้างกระแสความสนใจให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์มาแล้วทั่วโลก
VF Wild สะท้อนวิสัยทัศน์ของวินฟาสต์ในการพัฒนายานยนต์แห่งอนาคตที่ยั่งยืน ลุยได้ทุกสภาพภูมิประเทศ
การออกแบบที่เปี่ยมด้วยนวัตกรรมแสดงถึงความมุ่งมั่นของการสร้างยานยนต์ที่มีสมรรถนะอันโดดเด่น ตอบโจทย์
ผู้ใช้รถยุคใหม่ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม พร้อมเครื่องยนต์ที่ทรงพลัง และทนทาน
หลังจากประสบความสำเร็จในการเปิดตัวที่งาน CES 2024  รถกระบะต้นแบบ VF Wild ได้รับกระแสความสนใจ
อย่างต่อเนื่อง โดยได้รับคัดเลือกให้ติดอยู่ในการจัดอันดับต่างๆ ของสื่อ และหนังสือพิมพ์หลายฉบับ อาทิ
Inverse นิตยสารด้านเทคโนโลยีของอเมริกาที่ยกให้ VinFast VF Wild และ VF 3 ติด 8 อันดับแรกของรถยนต์ไฟฟ้าต้นแบบที่ดีที่สุดในงาน CES 2024 ด้วยเหตุผลที่ว่า รถยนต์ทั้งสองรุ่นนี้ “อาจกลายเป็น ‘ทางเลือก’ ของชาวอเมริกัน
ที่ต้องการหันมาใช้ยานยนต์ไฟฟ้า EV แต่ไม่สามารถหรือไม่พร้อมจ่ายเงิน 60,000 ดอลลาร์สำหรับความฝันของตนได้”
การปฏิวัติรถกระบะไฟฟ้าไม่ได้เป็นเพียงการทำให้รถรุ่นที่มีอยู่กลายเป็นรถไฟฟ้า สำหรับผู้เล่นหน้าใหม่ในตลาดนั้น
นี่คือการสร้างสุนทรียศาสตร์ที่เป็นเอกลักษณ์ซึ่งสะท้อนไลฟ์สไตล์เฉพาะตัว และผู้ผลิตรถยนต์จากเวียดนามอย่าง
วินฟาสต์มุ่งมั่นที่จะสร้างพื้นที่เฉพาะของตนในตลาดอันน่าตื่นเต้นนี้

VinFast มุ่งเป้าตลาดรถยนต์ไฟฟ้าของไทยที่กำลังเติบโต
อุตสาหกรรมยานยนต์ที่เฟื่องฟูของประเทศไทยนั้นขับเคลื่อนโดยรถกระบะเป็นส่วนใหญ่ และคาดว่าแนวโน้มนี้
จะยังเป็นไปอย่างต่อเนื่อง โดย Statista Market Insights คาดการณ์ว่ามูลค่าตลาดรถกระบะจะอยู่ที่ 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2024 และยอดขายจะสูงถึง 303,400 คันในปี 2028
ผู้ใช้รถชาวไทยชื่นชอบรถกระบะมาอย่างยาวนานด้วยสมรรถนะ ความทนทาน และความอเนกประสงค์ VF Wild มุ่งหวังปฏิวัติตลาดด้วยการนำเสนอประสบการณ์ใหม่หมดจด การออกแบบที่โดดเด่น ดูแข็งแกร่ง และคุณสมบัติต่างๆ ที่ล้ำสมัย วินฟาสต์กำลังสร้างนิยามใหม่ให้กับไลฟ์สไตล์การใช้รถกระบะสำหรับผู้ขับขี่ชาวไทย รถกระบะต้นแบบรุ่นนี้จึงไม่เพียงสะท้อนวิสัยทัศน์ด้านการออกแบบของวินฟาสต์ แต่ยังเป็นบทพิสูจน์ศักยภาพการผลิตและความเป็นเลิศทางเทคโนโลยีของผู้ผลิตรถไฟฟ้าจากเวียดนามรายนี้

มิติของ VF Wild จัดอยู่ในประเภทรถกระบะขนาดกลางมีความยาวโดยรวม 209 นิ้ว (5,324 มม.) และความกว้าง
79 นิ้ว (1,997 มม.) พัฒนาให้ใช้งานได้หลากหลาย เพิ่มความสะดวกด้วยประตูกลางไฟฟ้าแบบพับได้ ทำให้ขยายความยาวกระบะจาก 5 ฟุตเป็น 8 ฟุต เมื่อเบาะหลังที่พับลงอัตโนมัติ ทำให้ได้กระบะที่ใหญ่ที่สุดเมื่อเทียบกับรถระดับเดียวกัน ด้วยฟังก์ชันการทำงานของกระบะที่ขยายได้ จึงสามารถใช้งานในกิจกรรมต่างๆ ได้อย่างมีสไตล์
และสะดวกสบาย การออกแบบยังผสานหลังคากระจกแบบพาโนรามา และกระจกมองข้างแบบดิจิทัลเพื่อให้สอดคล้องกับหลักอากาศพลศาสตร์ยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ ในงาน BIMS 2024 วินฟาสต์จะเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าครบไลน์เป็นครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึง VF 3 รถยนต์ SUV ขนาดเล็ก VF 5, VF e34, VF 6, VF 7, VF 8 และ VF 9 ครอบคลุมกลุ่ม A-SUV ถึง E-SUV โดยเฉพาะอย่างยิ่ง VF 5, VF e34, VF 6, VF 7, VF 8 และ VF 9 ที่จัดแสดงจะเป็นรุ่นพวงมาลัยขวาที่ออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับตลาดประเทศไทย

ปรัชญาหลักที่มุ่งเน้นลูกค้าเป็นศูนย์กลาง 
วินฟาสต์ไม่เพียงนำเสนอรถยนต์ไฟฟ้าที่ทรงพลังเท่านั้น แต่ยังมุ่งมั่นมอบประสบการณ์การเป็นเจ้าของที่ไร้ความกังวลให้กับลูกค้า ด้วยปรัชญาธุรกิจที่มุ่งเน้นลูกค้าเป็นศูนย์กลาง ซึ่งดำเนินการอย่างจริงจังทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยด้วย
ในการเดินหน้าครั้งสำคัญเพื่อส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มที่ Pham Nhat Vuong ผู้ก่อตั้งวินฟาสต์ได้เปิดตัว V-Green บริษัทที่ทุ่มเทให้กับการพัฒนาเครือข่ายการชาร์จไฟ  โดย V-Green แยกตัวออกมาจากแผนกพัฒนาสถานีชาร์จของวินฟาสต์
V-Green มุ่งเน้นการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน  ในขณะที่วินฟาสต์ให้ความสำคัญกับการขยายตลาดและการพัฒนาอย่างยั่งยืน การเป็นผู้นำในการสร้างเครือข่ายสถานีชาร์จครบวงจร V-Green จึงวางตำแหน่งเป็นพันธมิตรระดับโลกในการปฏิวัติวงการรถยนต์ไฟฟ้า ในระยะเริ่มต้น V-Green จะสรรหาพื้นที่และพันธมิตรเพื่อสร้างและขยายเครือข่ายสถานีชาร์จในตลาดหลักทั่วโลก นอกจากนี้ ยังจะร่วมมือกับบริษัทชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าที่มีอยู่ในปัจจุบันเพื่อให้แน่ใจว่าเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้าวินฟาสต์จะสามารถเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานการชาร์จไฟฟ้าที่กว้างขวางขึ้น
ด้วยความมุ่งมั่นของวินฟาสต์ที่จะขยายธุรกิจทั่วโลกด้วยผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายและนโยบายหลังการขายที่โดดเด่น การพิชิตตลาดประเทศไทยให้สำเร็จจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อตำแหน่งผู้นำของบริษัทในภูมิภาคและทั่วโลก
###

GAC AION เปิดตัว AION Y Plus 410 Premium ในงานMotor Show 2024 ตอกย้ำความเป็นผู้นำรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย

(กรุงเทพฯ – 25 มีนาคม 2567) บริษัท ไอออน ออโตโมบิล เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้จัดจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้า GAC AION อย่างเป็นทางการ ขอแนะนำรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ล่าสุด AION Y Plus 410 Premium ราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการ 859,900 บาท ทางเลือกใหม่ของรถยนต์เอสยูวีไฟฟ้าสุดคุ้มค่า ที่มาพร้อมฟีเจอร์และฟังก์ชันช่วยเหลือการขับขี่อัจฉริยะครบครัน ตอกย้ำความเป็นผู้นำรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย นอกจากนี้ AION Y Plus 490 Premium ที่เปิดตัวไปก่อนหน้านี้ ยังมาพร้อมราคาพิเศษ และของสมนาคุณมากมาย เฉพาะในงาน Motor Show 2567 เท่านั้น

 

AION Y Plus 410 Premium รถเอสยูวีไฟฟ้า ออกแบบมาเพื่อตอบรับทุกไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต มอบสุนทรียภาพในการขับขี่และการโดยสาร โดดเด่นด้วยดีไซน์ภายนอกที่ดูล้ำสมัย พื้นที่ภายในห้องโดยสารกว้างขวาง นั่งโดยสารสะดวกสบายในทุกตำแหน่ง มาพร้อมมิติตัวถังขนาดใหญ่ ด้วยความยาว 4,535 มิลลิเมตร ความกว้าง 1,870 มิลลิเมตร ความสูง 1,650 มิลลิเมตร และมีความสูงใต้ท้องรถ 150 มิลลิเมตร

 

AION Y Plus 410 Premium ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า 150kW ให้กำลังสูงสุด 204 แรงม้า และแรงบิด 255 นิวตัน-เมตร พร้อมด้วยแบตเตอรี่เทคโนโลยี Magazine Battery ขนาด 50.66 kWh มอบระยะทางวิ่งสูงสุด 410 กิโลเมตร

 

AION Y Plus 410 Premium มาพร้อมกับระบบช่วยเหลือการขับขี่และฟีเจอร์ความปลอดภัยมากมาย อาทิ

  • ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน (ACC with Stop&Go)
  • ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติอัจฉริยะ (ICA)
  • ระบบแจ้งเตือนก่อนการชนด้านหน้า (FCW)
  • ระบบช่วยเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ (AEB)
  • ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติเมื่อความเร็วต่ำ (TJA)
  • ระบบช่วยเตือนเมื่อรถออกนอกเลน (LDW)
  • ระบบช่วยรักษาช่องทางเดินรถ (LKA)
  • ระบบเบรกมือไฟฟ้า (EBP)
  • ระบบช่วยเบรกอัตโนมัติ Auto Brake Hold
  • ภาพพาโนรามา 360 องศารอบตัวรถ
  • ถุงลมนิรภัยคู่หน้า, ถุงลมนิรภัยด้านข้างคนขับและผู้โดยสารตอนหน้า และม่านถุงลมนิรภัยด้านข้าง

 

นอกจากนี้ AION Y Plus 410 Premium ยังมาพร้อมกับฟีเจอร์อำนวยความสะดวกมากมาย อาทิ

  • ระบบจ่ายไฟฟ้าสู่อุปกรณ์ไฟฟ้าภายนอก VTOL
  • เบาะนั่งคนขับปรับด้วยระบบไฟฟ้า 6 ทิศทาง
  • เบาะนั่งผู้โดยสารด้านหน้าปรับด้วยระบบไฟฟ้า 4 ทิศทาง
  • ที่ชาร์จโทรศัพท์แบบไร้สาย
  • ระบบนำทางและฟังเพลงผ่านอินเทอร์เน็ต
  • ระบบสั่งการด้วยเสียงรองรับภาษาไทยและภาษาอังกฤษ
  • ระบบควบคุมรถระยะไกลผ่านแอปพลิเคชัน
  • ไฟสร้างบรรยากาศภายในห้องโดยสาร 32 สี รองรับการเปลี่ยนแปลงตามจังหวะดนตรี

 

AION Y Plus 410 Premium มีสีภายนอก 7 สี ได้แก่ Lucky Gold, Vitality Green, Speedy Silver, Liberty Ash, Elegant Gray, Pure White, Glamour Black และสีทูโทนทั้งหมด 3 สี ได้แก่ Lucky Gold with Black Roof, Vitality Green with Black Roof และ Pure White with Black Roof พร้อมด้วยสีภายในห้องโดยสาร 5 สี ได้แก่ Enchanted Forest, Fairy Wonderland, Rosy Coastline, Azure Ocean และ Subtle Lavender

 

พิเศษ! สำหรับลูกค้าที่จองรถยนต์ไฟฟ้า AION Y Plus 410 Premium และ AION Y Plus 490 Premium ภายในงาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 45 ระหว่างวันที่ 27 มีนาคม ถึงวันที่ 7 เมษายน 2567 จะได้รับโปรโมชั่นและสิทธิประโยชน์ ดังนี้

 

AION Y Plus 410 Premium ราคาจำหน่าย 859,900 บาท

  • ฟรี!! ประกันภัยชั้น 1 นาน 1 ปี
  • ฟรี!! Home Charger พร้อมค่าบริการติดตั้ง
  • ฟรี!! ฟิล์มรถยนต์รอบคัน
  • ฟรี!! พรมปูพื้น
  • ฟรี!! ค่าจดทะเบียน

 

AION Y Plus 490 Premium ราคาพิเศษ 949,900 บาท (โปรพิเศษ เฉพาะในงานมอเตอร์โขว์ 2024)

(เมื่อรับรถภายใน 30 เมษายน 2567 และขึ้นทะเบียนเปลี่ยนเป็นป้ายขาวภายใน 31 พฤษภาคม 2567)

  • ฟรี!! ชุดแคมป์ปิ้งสุดล้ำ ประกอบด้วย สายชาร์จ VTOL, เตียงเบาะลม, เต็นท์ และสายชาร์จฉุกเฉิน
  • ฟรี!! ประกันภัยชั้น 1 นาน 1 ปี
  • ฟรี!! Home Charger พร้อมค่าบริการติดตั้ง
  • ฟรี!! ฟิล์มรถยนต์รอบคัน
  • ฟรี!! พรมปูพื้น
  • ฟรี!! ค่าจดทะเบียน

 

ทั้งสองรุ่น รับเพิ่ม!!!

  • ฟรี!! รับประกันชิ้นส่วนไฟฟ้าหลัก (แบตเตอรี่ไฟฟ้า, มอเตอร์ไฟฟ้า, และอุปกรณ์ควบคุมไฟฟ้า) 8 ปีหรือ 200,000 กิโลเมตร (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)
  • ฟรี!! รับประกันคุณภาพตัวรถ 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)
  • ฟรี!! บริการช่วยเหลือฉุกเฉินฟรีตลอด 24 ชั่วโมง นาน 8 ปี
  • พร้อมรับข้อเสนอสินเชื่อพิเศษ ดอกเบี้ยเริ่มต้น 1.98% หรือเลือกผ่อนสบาย 84 เดือน หรือเลือกดาวน์น้อยเพียง 5% เท่านั้น
ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น