ZEEKR PRIMUS ตอกย้ำผู้นำแบรนด์พรีเมี่ยม-ลักชูรีย์ รุดสร้าง FLAGSHIP โชว์รูม-ศูนย์บริการ ZEEKR แห่งแรก บนราชพฤกษ์



ZEEKR PRIMUS (ซีเคอร์ ไพรม์มัส) ตอกย้ำผู้นำแบรนด์พรีเมี่ยม-ลักชูรี่ย์ เดินหน้าโครงการก่อสร้าง FLAGSHIP โชว์รูมและศูนย์บริการ ZEEKR แห่งแรก ย่านราชพฤกษ์ สะท้อนความสมบูรณ์แบบด้านบริการ รองรับการขยายตัวลูกค้าในไทย คาดเปิดบริการไตรมาส 3 ปี 2568
นายณัฏฐวุฒิ ตั้งคารวคุณ ประธาน บริษัท ไพรม์มัส เพรสทีจ จำกัด และบริษัทในเครือ ไพรม์มัส กรุ๊ป เปิดเผยว่า ตามที่ PRIMUS GROUP  (ไพรม์มัส กรุ๊ป) ได้ขยายการลงทุนและสร้างความแข็งแกร่งในธุรกิจผู้จำหน่ายรถยนต์ในไทยอย่างต่อเนื่อง โดยร่วมเป็นพันธมิตรกับ ZEEKR ประเทศไทย แบรนด์รถยนต์พรีเมี่ยม-ลักชูรีย์ จากประเทศจีน และได้รับแต่งตั้งเป็นผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการในประเทศไทย ในนาม  ZEEKR PRIMUS   เมื่อปลายปี 2567 นั้น
ล่าสุด ทาง ZEEKR PRIMUS ได้เริ่มโครงการก่อสร้าง ZEEKR HOUSE แห่งใหม่ บนถนนราชพฤกษ์ ด้วยพื้นที่กว่า 4 ไร่ เป็น FLAGSHIP ZEEKR SHOWROOM & SERVICE CENTER แห่งแรก ด้วยมาตรฐาน CI ใหม่ล่าสุด ที่ครอบคลุมบริการทั้งด้านการขาย และบริการหลังการขายที่ครบวงจร พร้อมเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย เพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการให้แก่ลูกค้าอย่างครบถ้วนสมบูรณ์แบบและรองรับการเติบโตของลูกค้าในอนาคต
“ด้วยแนวคิดและวิสัยทัศน์ของ ZEEKR ประเทศไทย ที่ให้ความสำคัญการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่มีมาตรฐานระดับสูง เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค ควบคู่กับการสร้างภาพลักษณ์แบรนด์ระดับพรีเมี่ยม-ลักชูรีย์ ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายของ PRIMUS GROUP เราจึงเชื่อมั่นว่า การลงทุนก่อสร้าง ZEEKR HOUSE แห่งใหม่นี้ จะมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้า และเพิ่มโอกาสทางธุรกิจของ PRIMUS GROUP และ ZEEKR ประเทศไทย  ให้ความแข็งแกร่งและมั่นคงต่อไปในอนาคต
นายจิระพล รุจิวิพัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไพรม์มัส เพรสทีจ จำกัด และบริษัทในเครือ ไพรม์มัส กรุ๊ป เปิดเผยว่า ด้วยหลักการของ PRIMUS GROUP ที่ให้ความสำคัญกับลูกค้าเป็นศูนย์กลาง เราจึงเน้นการยกระดับมาตรฐานการบริการทั้งด้านการขายและบริการหลังการขาย ที่แตกต่างและเหนือระดับ รวมถึงการมอบประสบการณ์ระดับพรีเมี่ยม-ลักชูรีย์ให้แก่ลูกค้า และสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้าในระยะยาว
ดังนั้น การดีไซน์โชว์รูมและศูนย์บริการแห่งนี้ นอกจากเป็นไปตามมาตรฐาน CI ใหม่แล้ว เราได้เพิ่มเติมความหรูหรา ล้ำสมัย และความสะดวกสบายสูงสุด เพื่อให้ลูกค้าได้สัมผัสถึงความเป็นพรีเมี่ยมแบรนด์ ที่เพียบพร้อมด้วยบริการที่ครบถ้วนสมบูรณ์แบบ

สำหรับการออกแบบภายในโชว์รูม จัดเป็นโซนแสดงรถยนต์ ZEEKR ขนาดใหญ่ ครอบคลุมรถยนต์ทุกรุ่นทุกแบบ พร้อมพื้นที่สำหรับให้คำปรึกษาด้านผลิตภัณฑ์ที่เป็นสัดส่วนโดยเฉพาะ, โซนรับรองลูกค้าสุดเอ็กซ์คลูซีพ เพื่อรองรับการเข้ารับบริการในทุกๆ ด้าน โดยมีเครื่องดื่มและอาหารสำหรับบริการพิเศษโดยเฉพาะ พร้อมโซนส่งมอบรถยนต์ให้แก่ลูกค้า  เพื่อสร้างความประทับใจในช่วงเวลาพิเศษสำหรับการเป็นครอบครัวเดียวกันกับ ZEEKR PRIMUS    
ด้านบริการหลังการขาย ได้จัดสรรพื้นที่สำหรับศูนย์บริการขนาดใหญ่ รองรับงานบริการหลังการขายที่ครอบคลุมการดูแลรักษา และซ่อมบำรุงรักษารถยนต์ ZEEKR ตามมาตรฐานระดับสูง ด้วยอุปกรณ์เครื่องมือที่ทันสมัย รองรับความสะดวสบายอย่างเต็มรูปแบบให้แก่ลูกค้าในทุกงานบริการ
สำหรับ ZEEKR HOUSE แห่งนี้ คาดว่าจะแล้วเสร็จและเปิดดำเนินการอย่างเป็นทางการ ภายในไตรมาส 3 ของปี 2568 ปัจจุบัน ทาง ZEEKR PRIMUS ได้จัดทำโชว์รูมและศูนย์บริการ (ชั่วคราว) บนถนนราชพฤกษ์ เพื่อรองรับความสะดวกสบายในการเข้ารับบริการของลูกค้าพื้นที่ดังกล่าวและพื้นที่ใกล้เคียง
ด้าน นาย อเล็กซ์ เป่า กรรมการผู้จัดการภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แบรนด์รถยนต์ ZEEKR กล่าวว่า ผมต้องขอแสดงความยินดีในพิธีบวงสรวงยกเสาเอกการก่อสร้าง ZEEKR HOUSE ของ PRIMUS GROUP ซึ่งเป็น FLAGSHIP SHOWROOM & SERVICE CENTER แห่งแรก บนถนนราชพฤกษ์ นับเป็นทำเลที่ตั้งที่มีศักยภาพ และถือเป็นยุทธ์ศาสตร์ที่สำคัญในการรองรับ และมอบการบริการให้แก่ลูกค้า ZEEKR ในอนาคต
ด้วยความเป็นมืออาชีพ และศักยภาพในการดำเนินธุรกิจของ PRIMUS GROUP ผมเชื่อมั่นว่า ZEEKR PRIMUS จะสามารถส่งมอบยนตรกรรมและบริการที่เหนือระดับให้แก่ลูกค้าได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ดังนั้น การเริ่มโครงการก่อสร้าง ZEEKR HOUSE ในวันนี้  จึงถือเป็นก้าวสำคัญที่จะขับเคลื่อนธุรกิจและภาพลักษณ์ของแบรนด์ ZEEKR ให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืนในประเทศไทย

งานประกวดรถโบราณ ครั้งที่ 47จัดยิ่งใหญ่ เอาใจทุกเจนฯสมาคมรถโบราณแห่งประเทศไทย ร่วมกับ ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค และสเปลล์ จัด “งานประกวดรถโบราณ ครั้งที่ 47”

ภายใต้แนวคิด “ความหวังยุคหลังสงคราม-The Post-War Hope” ชมรถโบราณทรงคุณค่า หายากกว่า 100 คัน พร้อมกิจกรรมดึงคนรุ่นใหม่ ณ ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค และสเปลล์ ระหว่างวันที่ 18-22 มิถุนายน 2568
ขวัญชัย ปภัสร์พงษ์ นายกสมาคมรถโบราณแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า “งานประกวดรถโบราณ เป็นงานระดับประเทศที่จัดต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 47 โดยแนวคิดของงานปีนี้คือ “ความหวังยุคหลังสงคราม-The Post-War Hope” ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากประวัติศาสตร์ ช่วงหลังสงครามโลก ครั้งที่ 2 สิ้นสุด ผู้คนต่างตั้งความหวังถึงอนาคตที่สดใส จากบรรดาสิ่งใหม่ๆ ซึ่งเกิดขึ้นในห้วงเวลานั้น ทั้งประชากรเจเนอเรชันใหม่ สถาปัตยกรรมเมืองใหม่ แฟชันสไตล์ใหม่ ภาพยนตร์ ดนตรีแนวใหม่ รวมถึงรถยนต์รุ่นใหม่ ที่สะท้อนความหวังยุคหลังสงคราม ผ่านความหรูหรา สะดวกสบาย และเทคโนโลยีระดับสูง”
กัลยา กมลรัตน์ ผู้อำนวยการด้านการตลาด ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค กล่าวว่า “ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค และสเปลล์ ไม่ได้เป็นเพียงชอพพิงเดสติเนชันเท่านั้น แต่ยังเป็นศูนย์การค้าที่ตอบโจทย์ทุกเจเนอเรชัน โดยงานประกวดรถโบราณนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งไฮไลท์สำคัญที่สะท้อนถึงไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างของเจเนอเรชัน โดยจะมีการจัดแสดงรถโบราณ และรถคลาสสิคกว่า 100 คัน บนพื้นที่กว่า 4,000 ตารางเมตร
งานนี้นอกจากจะถ่ายทอดเสน่ห์ของยานยนต์ระดับตำนาน เพื่อดึงดูดความสนใจคนรุ่นใหม่ให้มาชมงาน แล้วยังมอบประสบการณ์พิเศษด้วยกิจกรรมสนุกสุดสร้างสรรค์ที่ตอบโจทย์ทุกเพศทุกวัย อาทิ Game Jigsaw Challenge, Rally Scan, เวิร์คชอพทำพวงกุญแจรถคลาสสิค และอื่นๆ อีกมากมาย”
การประกวดรถโบราณแบ่งเป็น 7 ประเภท ตามมาตรฐานของสมาพันธ์รถโบราณสากล (FIVA) ได้แก่ รถรุ่นบรรพบุรุษ (ก่อนปี 1904) รถรุ่นผ่านศึก (ปี 1905-1918) รถโบราณ (ปี 1919-1930) รถรุ่นก่อนสงคราม (ปี 1931-1945) รถรุ่นหลังสงคราม (ปี 1946-1960) รถคลาสสิค (ปี 1961-1970) และรถคลาสสิคร่วมสมัย (ปี 1971-ปัจจุบัน ย้อนหลัง 30 ปี)
นอกจากนั้น ยังมีการประกวดอีกหลายประเภท อาทิ รถจำลอง รถดัดแปลง รถประดิษฐ์พิเศษ รถแจกวาร์ รถมีนี รถโฟล์คสวาเกน รถอเมริกัน และรถเฟียต พร้อมรถที่นำมาแสดงเป็นพิเศษ อีกทั้งมีกิจกรรมน่าสนใจมากมาย เช่น การประกวด ราชินีแห่งความสง่างาม (CONCOURS D’ELEGANCE- กงกูรส์ เดเลอกองศ์) เสวนาแลกเปลี่ยนความรู้เกี่ยวกับรถโบราณ คอนเสิร์ทเพลงฮิทในอดีต จำหน่ายสินค้าวินเทจ หนังสือ นิตยสาร แสตมป์รถโบราณ รถโบราณจำลอง ฯลฯ

ผู้สนใจสามารถส่งรถเข้าประกวดได้ที่ imc.co.th/vintagecarclub/vcct ภายในวันที่ 13 มิถุนายน 2568 หรือสอบถามรายละเอียดที่ vintagecarclub.or.th และ facebook.com/VintageCarClub และเชิญชมงานประกวดรถโบราณ ครั้งที่ 47 ณ ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค และสเปลล์ ระหว่างวันที่ 18-22 มิถุนายน 2568

GEELY RIDDARA เดินหน้าแผนกลยุทธ์ในประเทศไทย เพิ่มทางเลือกรถกระบะไฟฟ้าที่มอบความคุ้มค่ามากยิ่งขึ้น พร้อมข้อเสนอสุดพิเศษในงาน Bangkok International Motor Show 2025



24 มีนาคม 2568, กรุงเทพฯ – GEELY RIDDARA แบรนด์รถกระบะพลังงานไฟฟ้าในเครือ GEELY AUTO GROUP เปิดแผนกลยุทธ์ดันประเทศไทยเป็นตลาดหลัก พร้อมแนะนำ  RIDDARA RD6 รุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ ที่มาพร้อมแบตเตอรี่ขนาด 86kWh ซึ่งให้ระยะทางในการขับขี่ที่สูงถึง  503  กิโลเมตรต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง เป็นทางเลือกการเดินทางที่คุ้มค่าและประหยัดมากยิ่งขึ้น  พร้อมแนะนำฟังก์ชันหลังคาซันรูฟ (Sunroof) เป็นตัวเลือกพิเศษ สำหรับ RIDDARA RD6 รุ่น 86kWh ขับเคลื่อน 4 ล้อ พร้อมเชิญทุกท่านมาสัมผัสนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของ GEELY RIDDARA  พร้อมรับข้อเสนอสุดพิเศษ ดอกเบี้ยพิเศษ 0.59%* หรือเลือกผ่อนเริ่มต้นเพียง 8,888 บาท และข้อเสนอพิเศษอื่นๆ อีกมากมาย เมื่อจอง RIDDARA RD6  ทุกรุ่นในงาน “บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์” หรือที่ผู้จำหน่าย GEELY RIDDARA ทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 26 มีนาคม ถึง 6 เมษายน 2568


ประเทศไทยขับเคลื่อนกลยุทธ์ระดับสากลของ GEELY RIDDARA
มร. จาง ชง ผู้จัดการทั่วไป GEELY RIDDARA ประเทศไทย เปิดเผยว่าหลังจาก GEELY RIDDARA ได้เปิดตัว RIDDARA RD6 รถกระบะไฟฟ้า 100% คันแรกอย่างเป็นทางการในประเทศไทยเมื่อเดือนตุลาคมปีที่ผ่านมาด้วยแนวติด  “Drive Like An SUV, Function Like A Pickup : สะดวกสบายระดับ SUV ตอบโจทย์ทุกการใข้งานแบบกระบะ ” ด้วยการวางตำแหน่งผลิตภัณฑ์ที่เป็นเอกลักษณ์ประกอบกับประสิทธิภาพในการขับขี่อัจฉริยะที่โดดเด่น ทำให้ RIDDARA RD6 ได้รับความสนใจรวมทั้งการชื่นชอบอย่างกว้างขวางจากผู้บริโภคและสื่อมวลชนในประเทศไทยอย่างรวดเร็ว   อีกทั้งยังได้รับรางวัล “รถกระบะไฟฟ้ายอดเยี่ยม : Best Pickup EV” จากเวที Car Of The Year 2025 ซึ่งสะท้อนถึงคุณภาพผลิตภัณฑ์ที่ยอดเยี่ยม เทคโนโลยีการขับขี่อัจฉริยะ และภาพลักษณ์ที่แข็งแกร่งของแบรนด์ GEELY RIDDARA
ปัจจุบัน GEELY RIDDARA มียอดขายเป็นอันดับหนึ่งของตลาดรถกระบะไฟฟ้า100%ในประเทศจีน โดยมีส่วนแบ่งทางการตลาดมากกว่าร้อยละ 50 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 พร้อมเดินหน้าขยายธุรกิจไปยังกว่า 50 ประเทศทั่วโลก ครอบคลุมทั้งตะวันออกกลาง เอเชียแปซิฟิก อเมริกากลาง อเมริกาใต้  และยุโรปตะวันออก
“ ประเทศไทยมีบทบาทสำคัญในกลยุทธ์ระดับสากลของ GELLY RIDDARA ซึ่งบริษัทฯ จะมุ่งเน้น 4 ด้านหลักเพื่อสร้างประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ครอบคลุมทั้ง การพิจารณาการลงทุนสร้างโรงงานประกอบในประเทศไทยเพื่อให้ไทยเป็นฐานการผลิตหลักสำหรับตลาดในประเทศและรองรับตลาดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ; การพัฒนาและผสานเครือข่ายผู้จำหน่ายของ GEELY RIDDARA ให้เกิดการเสริมศักยภาพซึ่งกันและกันเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยตั้งเป้ามีโชว์รูมและศูนย์บริการ 40 แห่ง ทั่วประเทศ ;  การแนะนำรถกระบะพลังงานไฟฟ้าที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้ครอบคลุม และขยายทางเลือกด้านพลังงานใหม่ให้มีความหลากหลาย  รวมไปถึงการพัฒนาระบบบริการหลังการขายเพื่อยกระดับความพึงพอใจของลูกค้าที่มีต่อบริการของ GEELY RIDDARA ผ่านการขยายเครือข่ายศูนย์บริการให้ครอบคลุมทั่ววประเทศเพื่อให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงบริการได้สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้นพร้อมจัดเตรียมอะไหล่สำรองให้เพียงพอและสามารถจัดส่งอะไหล่ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูงสุด” มร. จาง ชง กล่าว
  
ไฮไลท์ของ GEELY RIDDARA ในงาน Bangkok International Motor Show
ในงาน Bangkok International Motor Show 2025 นี้ นอกเหนือจากการนำ RIDDARA RD6 รถกระบะพลังงานไฟฟ้ามาจัดแสดงและจำหน่ายครบทุกรุ่นแล้ว   GEELY RIDDARA ได้แนะนำรถกระบะพลังงานไฟฟ้า RIDDARA RD6 รุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ ที่มาพร้อมแบตเตอรี่ขนาด 86kWh ซึ่งให้ระยะทางในการขับขี่ที่สูงถึง  503  กิโลเมตรต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง เพิ่มความมั่นใจในการขับขี่ระยะทางไกลได้มากขึ้นอีกทั้งยังมีค่าบำรุงรักษาและค่าใช้จ่ายด้านพลังงานที่น้อยกว่ารถกระบะสันดาปทั่วไป จึงเป็นทางเลือกการเดินทางที่คุ้มค่าและประหยัดมากยิ่งขึ้น รวมไปถึงการแนะนำหลังคาซันรูฟ (Sunroof) เป็นตัวเลือกพิเศษ สำหรับ RIDDARA RD6 รุ่น 86kWh ขับเคลื่อน 4 ล้อ เพื่อเพิ่มประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือระดับและตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์แบบเอาท์ดอร์ได้อย่างลงตัว นอกจากนี้ GEELY RIDDARA ยังมีชุดอุปกรณ์ตกแต่งรอบคันของ RIDDARA  RD 6 มาแสดงและจัดจำหน่าย

ข้อเสนอสุดพิเศษสำหรับลูกค้าที่จอง RIDDARA RD6
GEELY RIDDARA มอบข้อเสนอพิเศษสำหรับลูกค้าที่จองรถกระบะพลังงานไฟฟ้า RIDDARA RD6 ในงาน Bangkok International Motor Show หรือที่ผู้แทนจำหน่าย GEELY RIDDARA อย่างเป็นทางการทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม ถึง 6 เมษายน 2568
• ดอกเบี้ยพิเศษ 0.59%* หรือเลือกผ่อนเริ่มต้นเพียง 8,888 บาท** (เมื่อดาวน์ 30% นาน 48 เดือน)
• รับประกันคุณภาพรถใหม่ 6ปี หรือ150,000 กม.
• รับประกันแบตเตอรี่ 8 ปี หรือ 200,000 กม.
• ฟรี RIDDARA โฮมชาร์เจอร์พร้อมติดตั้ง
• ฟรี ประกันภัยรถยนต์ ชั้น1
• ฟรี ค่าอะไหล่และค่าแรงบํารุงรักษา 6 ครั้งแรก
• ฟรี บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง นาน 6 ปี
• ฟรี แพ็คเกจอินเทอร์เน็ตภายในรถ (Internet usage) 2 GB นาน 1 ปี
• ฟรี สายชาร์จเคลื่อนที่
• ฟรี ค่าจดทะเบียน มูลค่า 5,000 บาท
*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด
**เมื่อคำนวณจากรุ่น RD6 2WD63 kWh ราคา 899,000 บาท
RIDDARA RD6: 
Drive Like An SUV, Function Like A Pickup: สะดวกสบายระดับ SUV ตอบโจทย์ทุกการใข้งานแบบกระบะ
RIDDARA RD6   โดดเด่นด้วยนวัตกรรม M.A.P (Multiplex Attached Platform) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีแพลตฟอร์มรถยนต์ที่พัฒนาเอาจุดเด่นของรถกระบะและรถยนต์พลังงานไฟฟ้ามาผสมผสานกัน ทำให้ RIDDARA RD6 มีความโดดเด่นทั้งในด้านของการออกแบบ สมรรถนะและความอัจฉริยะในแบบฉบับของรถยนต์พลังงานไฟฟ้า ด้วยโครงสร้างตัวถังขนาดใหญ่และมีความปลอดภัยสูง อีกทั้งยังมอบพื้นที่ภายในห้องโดยสารที่กว้างขวางนั่งสบาย และติดตั้งระบบความปลอดภัยและระบบช่วยในการขับขี่ที่ครบครัน พร้อมฟังก์ชันการใช้งานที่รองรับทั้งการเดินทาง และการทำกิจกรรมแบบเอาท์ดอร์ ยิ่งไปกว่านั้นยังมีค่าบำรุงรักษาและค่าใช้จ่ายด้านพลังงานที่น้อยกว่ารถกระบะสันดาปทั่วไป
RIDDARA RD6 ให้สมรรถนะที่โดดเด่นด้วยอัตราเร่งจาก 0 ถึง 100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 4.5 วินาที และแรงบิดสูงสุด 595 นิวตันเมตร มาพร้อมช่องจ่ายกระแสไฟตามมาตรฐานยุโรปขนาด 6KW ที่กระบะท้าย รวมไปถึงการเชื่อมต่อและควบคุมรถผ่านแอปพลิเคชันบนมือถือทำให้สามารถควบคุมการทำงานของระบบต่างๆ ภายในรถจากระยะไกลผ่านสมาร์ทโฟน
RIDDARA RD6 มอบความสะดวกสบายระดับ SUV ด้วยห้องโดยสารขนาดใหญ่ที่เงียบสงบด้วยเทคโนโลยี Pure Electric NVH Silent พร้อมหน้าจอสัมผัสขนาดใหญ่ถึง 14.6 นิ้ว ที่ชาร์จสมาร์ทโฟนไร้สายขนาด 50W ระบบปรับอากาศแบบ Dual Zone ที่มาพร้อมระบบกรองอากาศ CN95 filter ที่สามารถกรองฝุ่นPM2.5และไอเสียจากภายนอกห้องโดยสารได้ พร้อมช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง เบาะหนังคุณภาพสูงดีไซน์เอกลักษณ์สามารถปรับด้วยไฟฟ้า 6 ทิศทาง พร้อมระบบระบายอากาศที่เบาะโดยสาร เบาะหน้าเอนราบได้แบบ 180 องศา พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่น พร้อมระบบสั่งการด้วยเสียง และสิ่งอำนวยความสะดวกอีกครบครัน
RIDDARA RD6 ในรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อมาพร้อมระบบขับเคลื่อน 4 แบบอัตโนมัติ โดยมีโหมดการขับขี่ 7 โหมด สำหรับสภาพถนนที่แตกต่างกัน (Sand / Mud / Off-road / Wading / Economy / Comfort / Sport) อีกทั้งยังโดดเด่นด้วยความสามารถในการลุยน้ำลึกได้สูงสุด 815 มิลลิเมตร มีพื้นที่บรรทุกกระบะท้ายขนาด 1,200 ลิตร ช่องเก็บของใต้ฝากระโปรงหน้าขนาด 70 ลิตร และพื้นที่จัดเก็บเพิ่มเติมใต้เบาะผู้โดยสารด้านหลังอีก 48 ลิตร อีกทั้งยังมีความสามารถในการลากจูงได้สูงสุดถึง 3,000 กิโลกรัม
RIDDARA RD6 มีระบบความปลอดภัยรอบคัน ซึ่งรวมถึงระบบช่วยในการขับขี่ ADAS (Advanced Driving Assistance Systems) สูงสุด 14 ระบบ และกล้องมองภาพรอบทิศทาง 540 องศา รวมไปถึงถุงลมนิรภัย 6 จุดช่วยปกป้องทั่วทั้งห้องโดยสาร ยิ่งไปกว่านั้นตัวรถสร้างขึ้นจากเหล็กกล้าที่มีความแข็งแรงสูงซึ่งคิดเป็นกว่า 70% ของโครงสร้างรถ
RIDDARA RD6 มีให้เลือกทั้งรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ และขับเคลื่อน 4 ล้อ โดยมีราคาจำหน่ายดังนี้
• RIDDARA RD6 2WD 63kWh ราคา 899,000 บาท
• RIDDARA RD6 2WD 73.9 kWh ราคา 999,000 บาท
• RIDDARA RD6 4WD 73.9 kWh ราคา 1,149,000 บาท
• RIDDARA RD6 4WD 86kWh ราคา 1,299,000 บาท
• RIDDARA RD6 2WD 86kWh ราคา 1,159,000 บาท
• RIDDARA RD6 4WD 86kWh (Sunroof) ราคา 1,335,000 บาท
ร่วมสัมผัสนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของ GEELY RIDDARA ได้ที่งาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 46 ณ อิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 26 มีนาคม – 6 เมษายน 2568 วันจันทร์-ศุกร์ เวลา 12.00 – 22.00 น. วันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดราชการ เวลา 11.00 – 22.00 น.  หรือที่ผู้แทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการทั่วประเทศ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์บริการข้อมูลลูกค้า GEELY RIDDARA Call Center  ที่หมายเลข 02-039-5777
ติดตามข้อมูลข่าวสารและความเคลื่อนไหวต่างๆ ของ RIDDARA ได้ที่
• Website: http://th.riddara.com
• Facebook: Riddara Thailand

ไทรอัมพ์ มอเตอร์ไซเคิลส์ บุก Motor Show 2025เผยโฉม Bonneville Bobber TFC รถจักรยานยนต์ลิมิเต็ด อิดิชันพร้อมขนทัพรถจักรยานยนต์ครบทุกเซกเมนต์ และจัดเต็มโปรฯ สุดพิเศษที่ไม่ควรพลาด



กรุงเทพฯ 24 มีนาคม 2568 – ไทรอัมพ์ มอเตอร์ไซเคิลส์ ขนทัพรถจักรยานยนต์ร่วมงาน “บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 46” พบไฮไลท์เปิดตัวครั้งแรกในไทยของ “Bonneville Bobber TFC” รถจักรยานยนต์ไทรอัมพ์คัสตอมจากโรงงานรุ่นใหม่ มาพร้อมความโดดเด่นอย่างแท้จริง ตั้งแต่สีตัวถังสุดพิเศษ ไปจนถึงส่วนประกอบระดับไฮเอนด์ที่ตกแต่งด้วยสีทอง โดยทุกองค์ประกอบล้วนรังสรรค์ขึ้นด้วยความประณีตไร้ที่ติ เพื่อแสดงออกถึงสไตล์และท่วงท่าในแบบฉบับ Bobber ได้อย่างสมบูรณ์แบบ มีเพียงจำนวน 750 คันทั่วโลก และในไทยเปิดให้จับจองเป็นเจ้าของจำนวนจำกัด รวมถึงการเผยโฉมรถจักรยานยนต์เครื่องยนต์สามสูบ 660 ซีซี 2 รุ่นใหม่ล่าสุด ได้แก่ “New Trident 660” รถจักรยานยนต์ในกลุ่ม Roadsters ที่ได้อัปเกรดให้มีสมรรถนะที่ดียิ่งขึ้น จับมือมากับ “New Tiger Sport 660” รถจักรยานยนต์ ในกลุ่ม Adventure Sport Touring ที่มาพร้อมการควบคุมที่คล่องตัวยิ่งขึ้น รวมถึงเทคโนโลยีใหม่ที่เน้นผู้ขับขี่เป็นหลัก ตลอดจน 2 ไทรอัมพ์ตระกูลโมเดิร์นคลาสสิกรุ่นใหม่ “New Speed Twin 900” และ “All-New Speed Twin 1200 RS” พร้อมจัดเต็มโปร
โมชันสุดพิเศษ รับ 3-Year Worry Free รวมถึงข้อเสนอทางการเงินสูงสุด 250,000 บาท ตลอดจนช้อปเสื้อผ้าและอุปกรณ์สวมใส่ที่ลดสูงสุดถึง 60% เฉพาะภายในงาน “บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 46” ณ บูธไทรอัมพ์ M10 อาคารชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1 อิมแพค เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 26 มีนาคม 2568 จนถึงวันที่ 6 เมษายน 2568 เท่านั้น
นายชินศักดิ์ กิตติอมรกุล ผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการเชิงพาณิชย์ บริษัท ไทรอัมพ์ มอเตอร์ไซเคิลส์
(ไทยแลนด์) จำกัด กล่าวว่า “งาน Motor Show 2025 ไทรอัมพ์ เดินหน้าตอกย้ำการเป็นแบรนด์รถจักรยานยนต์พรีเมียมสัญชาติอังกฤษ ที่พร้อมส่งมอบประสบการณ์การขับขี่ที่สมบูรณ์แบบแก่ตลาดพรีเมียมบิ๊กไบค์ในไทยต่อเนื่อง ด้วยการเปิดตัว “Bonneville Bobber TFC” (Bonneville Bobber Triumph Factory Custom) รุ่นใหม่ปี 2025 รถจักรยานยนต์รุ่นลิมิเต็ด อิดิชัน ที่ได้คัสตอมขึ้นเป็นพิเศษจากโรงงานไทรอัมพ์ ได้รับการออกแบบโดยทีมทำสีระดับเวิลด์คลาสของไทรอัมพ์ ถือเป็นรถที่มาพร้อมความโดดเด่นอย่างแท้จริง ตั้งแต่สีตัวถังสุดพิเศษ ไปจนถึงส่วนประกอบระดับไฮเอนด์ที่ตกแต่งด้วยสีทอง โดดเด่นด้วยสีทูโทนอันเป็นเอกลักษณ์ พร้อมลวดลายหินอ่อนสีทองที่วาดด้วยมือบนถังน้ำมันและแผงด้านข้างรถ โดยทุกองค์ประกอบล้วนรังสรรค์ขึ้นด้วยความประณีตไร้ที่ติ ผสมผสานสไตล์อันเป็นเอกลักษณ์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากประวัติศาสตร์อันเป็นตำนาน วิศวกรรมขั้นสูง และเสียงอันเป็นเอกลักษณ์ มุ่งเน้นไปที่การควบคุมเพื่อมอบการตอบสนองอันยอดเยี่ยม อีกทั้งมาพร้อมตราสัญลักษณ์และหมายเลขกำกับประจำรถแต่ละคันที่บริเวณแผงคอด้านบน นอกจากนี้เพื่อเพิ่มความพิเศษยิ่งขึ้น โดยถังน้ำมันแต่ละใบจะได้รับการลงนามด้วยลายมือของศิลปินที่ด้านใต้ของถังน้ำมันอีกด้วย ที่สำคัญคือผลิตขึ้นจำนวนจำกัดเพียง 750 คันทั่วโลก และในประเทศไทยมีให้จับจองเป็นเจ้าของจำนวนจำกัด ในราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการ 789,000 บาท
สำหรับรถจักรยานยนต์ไทรอัมพ์ Bonneville Bobber TFC มาพร้อมกับสมรรถนะเหนือระดับด้วยเครื่องยนต์สูบคู่ 1200 ซีซี ที่ให้พละกำลังสูงสุด 78 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 106 นิวตันเมตร ที่ 3,750 รอบต่อนาที ด้านการควบคุมมาพร้อมแฮนด์จับโช้คแบบคลิปออน พร้อมตุ๊กตาแฮนด์อะลูมิเนียม ช่วยมอบท่านั่งในการขับขี่ที่มั่นคงและดุดัน ช่วยเสริมทั้งการควบคุมและการบังคับรถ ในขณะที่น้ำหนักของตัวรถที่ลดลงมากกว่า 5 กิโลกรัมจากรุ่น Bobber มาตรฐาน ช่วยเพิ่มความคล่องตัว และการตอบสนองของรถจักรยานยนต์ จึงมอบประสบการณ์ในการขับขี่ที่คล่องตัวและง่ายดายยิ่งขึ้น ขณะที่เทคโนโลยีความปลอดภัย ระบบเบรกมาพร้อมคาลิปเปอร์แบบเรเดียล Brembo M50 พร้อมจานเบรกคู่ขนาด 310 มม. มอบพลังหยุดรถอันทรงพลังและตอบสนองฉับไว ช่วยให้มั่นใจได้ในทุกโค้ง โช้คหน้าหัวกลับ Öhlins NIX 30 ขนาด 43 มม. และโช้คหลังช่วยให้การควบคุมรถมีความแม่นยำเข้ากับรูปลักษณ์ที่ดุดัน และได้รับการปรับแต่งอย่างละเอียด เพื่อมอบความสะดวกสบายและการควบคุมที่ยอดเยี่ยม นอกจากนี้ยังมีโหมดการขับขี่ 3 แบบ โดยมีโหมด Sport ใหม่ เพิ่มเติมจากโหมด Road และ Rain ซึ่งมอบการตอบสนองของคันเร่งที่รวดเร็วยิ่งขึ้น อีกทั้งท่อไอเสียคู่ Akrapovic ที่โดดเด่นพร้อมปลายคาร์บอนไฟเบอร์ ให้เสียงทุ้มทรงพลังสไตล์ Hot-Rod เข้ากับบุคลิกที่ดุดันของตัวรถได้อย่างสมบูรณ์แบบ เมื่อผสานเทคโนโลยีขั้นสูง ระบบควบคุมการยึดเกาะถนน Traction Control ช่วยให้มีเสถียรภาพและมอบการควบคุมในทุกสภาวะ เพิ่มความมั่นใจโดยไม่กระทบต่อสไตล์ รวมถึงไฟท้ายทรงกระสุนแบบมัลติฟังก์ชันใหม่ ทำให้ใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพในขณะที่ยังคงรูปลักษณ์ที่เรียบง่ายของรถจักรยานยนต์ไว้ได้อย่างดี
ด้านสไตล์คัสตอมที่รังสรรค์ด้วยมือสุดพิเศษ ตั้งแต่รายละเอียดสีทองบนกุญแจรถ ไปจนถึงเบาะหนังที่ประทับตราสัญลักษณ์ของไทรอัมพ์ ทำให้ Bobber TFC ล้วนเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์อันหรูหรา นอกจากสีตัวถังแบบทูโทนสุดพิเศษ  พร้อมลวดลายหินอ่อนสีทองที่วาดด้วยมือแล้ว แผงด้านข้างและบังโคลนแบบคาร์บอนไฟเบอร์เคลือบเงา ยังช่วยเพิ่มสัมผัสแห่งความหรูหราที่ได้รับแรงบันดาลใจจากสมรรถนะอันทรงพลัง ด้านโช้คหน้า และตัวปรับโช้คสีทอง ตัดกับสีตัวรถอย่างโดดเด่น เสริมภาพลักษณ์ที่หรูหรามีระดับในแบบฉบับเฉพาะตัว ขณะที่ตราสัญลักษณ์บริเวณฝาครอบเครื่องยนต์ได้รับการขึ้นรูป พร้อมรายละเอียดสีทองสุดประณีต และโซ่สีทองเน้นย้ำถึงความใส่ใจในรายละเอียดอย่างพิถีพิถัน เบาะหนังสีดำพรีเมียมพร้อมประทับตราโลโก้สามเหลี่ยมไทรอัมพ์ มอบทั้งความสะดวกสบายและความรู้สึกแสนพิเศษ มาในรูปแบบเบาะนั่งเดี่ยวแบบลอยตัว และสไตล์ฮาร์ดเทลที่ซ่อนระบบกันสะเทือน RSU ช่วยเสริมรูปลักษณ์เฉพาะตัวของ Bobber ได้ชัดเจน แสดงให้เห็นถึงท่าทางและความแข็งแกร่งอันทรงพลัง  พร้อมความคุ้มค่าด้วยรอบการเข้าบำรุงรักษา 16,000 กิโลเมตร หรือ 12 เดือน อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน
พร้อมกันนี้ภายในงานยังพบรถจักรยานยนต์ 2 รุ่นใหม่ ขนาด 660 ซีซี ที่เพิ่งเปิดตัวล่าสุด ได้แก่ New Trident 660 ราคาเปิดตัวที่ 319,000 บาท และ New Tiger Sport 660 ราคาเปิดตัวที่ 359,000 บาท ที่มาพร้อมขุมกำลังเครื่องยนต์สามสูบอันเป็นเอกลักษณ์ของไทรอัมพ์ ทำให้ได้เสียงเครื่องยนต์สามสูบที่ทรงพลังและเร้าใจ โดยทั้งสองรุ่นยังได้เพิ่มเทคโนโลยีที่มุ่งเน้นเพื่อผู้ขับขี่ ซึ่งติดตั้งมาเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน อาทิ ระบบ Optimised Cornering ABS ระบบ Triumph Shift Assist ช่วยให้เปลี่ยนเกียร์ขึ้นและลงได้อย่างราบรื่นโดยไม่ต้องใช้คลัตช์ และ Cruise Control ที่ช่วยลดความเมื่อยล้าของผู้ขับขี่ ไปจนถึงจอแสดงผลแบบ TFT ที่ได้รับการติดตั้งระบบ MyTriumph Bluetooth Connectivity เพื่อให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมโทรศัพท์ เพลง และสามารถใช้ระบบนำทางแบบ Turn-by-turn ได้ นอกจากนี้ยังมาพร้อม 3 โหมดการขับขี่ที่เพิ่มโหมด Sport ใหม่ เป็นต้น
ตลอดจนพบรถจักรยานยนต์ตระกูลโมเดิร์นคลาสสิกรุ่นใหม่ปี 2025 อาทิ New Speed Twin 900  ราคา 399,000 บาท ที่ยกระดับไปอีกขั้นด้วยสไตล์ใหม่ผสมผสาน DNA การออกแบบเพื่อให้ได้รูปลักษณ์ที่เพรียวบาง สปอร์ตและมีไดนามิกมากขึ้นโดยมาพร้อมเครื่องยนต์ Bonneville สูบคู่อันทรงพลัง ขนาด 900 ซีซี ที่โครงรถได้รับการอัปเกรดใหม่
ช่วยมอบการขับขี่ที่ง่าย และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น รวมทั้งเทคโนโลยีใหม่ที่ช่วยมอบความมั่นใจและความสะดวกสบายมากขึ้นแก่ผู้ขับขี่ ในขณะที่ All-New Speed Twin 1200 RS ราคา 659,000 บาท รถจักรยานยนต์โมเดิร์นคลาสสิกคันแรกจากไทรอัมพ์ที่ติดตั้ง Triumph Shift Assist  มาพร้อมเครื่องยนต์บอนเนวิลล์สองสูบขนาด 1200 ซีซี ที่ส่งมอบพละกำลังสูงสุด ด้านการออกแบบที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ เพื่อมอบท่าทางการขับขี่ที่เป็นธรรมชาติและสปอร์ตมากขึ้น ด้านความปลอดภัยและเทคโนโลยี มาพร้อมระบบกันสะเทือนระดับพรีเมียม การอัปเกรด Optimised Cornering ABS และ Traction Control ที่ติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน 
ไม่พอ! ภายในบูธไทรอัมพ์ ยังรวมหลากหลายไฮไลท์ให้ทุกคนได้มาสัมผัสอย่างใกล้ชิด ทั้งทัพรถจักรยานยนต์ไทรอัมพ์ที่มาอวดโฉมครบทุกเซกเมนต์  พร้อมจัดเต็มด้านโปรโมชันสุดพิเศษ อาทิ 3-Year Worry Free ให้เพลิดเพลินกับการขับขี่อย่างไร้กังวล รวมถึงรับข้อเสนอทางการเงินสูงสุดกว่า 250,000 บาท ในรุ่นที่ร่วมรายการ และพิเศษสำหรับลูกค้าที่ออกรถใหม่ รับส่วนลดอุปกรณ์เสริมแท้ 50% หรือเลือกช้อปเสื้อผ้าและอุปกรณ์สวมใส่ลดราคาภายในงานสูงสุดถึง 60% ตลอดจนร่วมสนุกกับกิจกรรมรับของที่ระลึกภายในบูธอีกมากมายตลอดทั้งการจัดงาน พบกันในงาน “บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 46” ณ บูธไทรอัมพ์ M10 อาคารชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1 อิมแพค เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 26 มีนาคม 2568 จนถึงวันที่ 6 เมษายน 2568” นายชินศักดิ์ กล่าวทิ้งท้าย
สามารถติดตามข่าวสารด้านผลิตภัณฑ์ บริการ และกิจกรรมของบริษัท ไทรอัมพ์ มอเตอร์ไซเคิลส์ ได้ที่เว็บไซต์ http://www.triumphmotorcycles.co.th  และ  http://www.facebook.com/TriumphMotorcyclesThailand

GAC เผยโฉม AION UT และ M8 PHEV ครั้งแรกในไทยพร้อมประกาศนโยบาย ONE GAC ในงาน Motor Show 2025



(กรุงเทพฯ – วันที่ 24 มีนาคม 2568) GAC ผู้นำด้านยานยนต์อัจฉริยะระดับโลก เผยโฉม AION UT และ M8 PHEV อย่างเป็นทางการครั้งแรกในประเทศไทย พร้อมประกาศนโยบาย ONE GAC ซึ่งเป็นแนวทางการบริหารระดับโลกเพื่อยกระดับโครงสร้างองค์กรให้แข็งแกร่งและเป็นหนึ่งเดียว ภายในงาน Bangkok International Motor Show 2025 ที่กำลังจัดขึ้น ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี
ภายในงาน Bangkok International Motor Show 2025 ซึ่งเปิดฉากขึ้นตั้งแต่วันที่ 24 มีนาคม – 6 เมษายน 2025 GAC ได้สร้างความตื่นตาตื่นใจด้วยการเผยโฉม AION UT รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ล่าสุด และ M8 PHEV รถยนต์ MPV เครื่องยนต์ Plug-in Hybrid เป็นครั้งแรกในประเทศไทย โดยนอกจากการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่แล้ว GAC ยังได้จัดแสดงนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้า รวมถึงเทคโนโลยี Intelligent Flying Car ที่สะท้อนถึงวิสัยทัศน์แห่งอนาคตของอุตสาหกรรมยานยนต์

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของงานคือการประกาศนโยบาย ONE GAC 2.0 ซึ่งเป็นแนวทางใหม่ในการบริหารองค์กรระดับโลกที่มุ่งเน้นการสร้างเอกภาพของแบรนด์ GAC AION ในทุกตลาดทั่วโลก ภายใต้นโยบายนี้ GAC Group กำลังเดินหน้าขยายตลาดในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทยซึ่งเป็นศูนย์กลางสำคัญของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดย GAC มุ่งมั่นที่จะนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการที่ได้มาตรฐานระดับสากล เพื่อให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่เป็นหนึ่งเดียวไม่ว่าจะอยู่ที่ใดในโลก
คุณ Mr. WAYNE WEI – ประธานกรรมการบริหาร GAC INTERNATIONAL ได้กล่าวว่า “GAC มุ่งมั่นดำเนินกลยุทธ์แบบครบวงจรในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ในปี 2024 ที่ผ่านมา เราได้เห็นความก้าวหน้าและการเติบโตของ GAC ในประเทศไทยอย่างชัดเจน ทั้งด้านผลิตภัณฑ์ บริการ ช่องทางจำหน่าย และการผลิต ที่ช่วยยกระดับประสบการณ์ของผู้บริโภคชาวไทย เราได้สร้างสถานีชาร์จ 25 แห่ง และมีการจ้างงานบุคลากรไทยจำนวนมาก เพื่อสนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมพลังงานใหม่ในประเทศ
ความสำเร็จของ GAC ในประเทศไทย ถือเป็นต้นแบบของการสร้างแบรนด์จีนสู่เวทีระดับโลก GAC จึงเดินหน้าสู่กลยุทธ์ “ONE GAC 2.0” อย่างเป็นทางการ โดยยึดหลัก 1 วิสัยทัศน์, 1 เป้าหมาย, 1 ภาพลักษณ์, 1 แผนปฏิบัติการเชิงพื้นที่ และ 5 มาตรการสำคัญ
– มาตรการด้านผลิตภัณฑ์: ส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ ตรงตามความต้องการของผู้บริโภค พร้อมตอบสนองความต้องการในทุกมิติ
– มาตรการด้านช่องทางการขาย: ขยายเครือข่ายศูนย์บริการให้ครอบคลุม พร้อมยกระดับประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า
– มาตรการด้านบริการ: ยกระดับคุณภาพการบริการสู่มาตรฐานระดับโลก เน้นความพึงพอใจสูงสุดของลูกค้า
– มาตรการด้านการผลิตอัจฉริยะ: เดินหน้าการผลิตภายในประเทศ ด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย
– มาตรการด้านระบบพลังงานและการเดินทาง: พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน พร้อมสร้างระบบนิเวศด้านการเดินทางที่ครบวงจร

ในปัจจุบันเราขับเคลื่อน “ภารกิจประเทศไทย” อย่างเต็มที่ ผ่านการเปิดตัว AION UT และ M8 PHEV และเตรียมนำรถยนต์ไฮบริด (HEV) รุ่นแรกเข้าสู่ตลาดไทยภายในปีนี้ พร้อมเป้าหมายขยายโชว์รูมเป็น 80 แห่งภายในปี 2025 และ GAC ยังคงเดินหน้าแผน “100 เมือง 1,000 สถานีชาร์จ” อย่างต่อเนื่อง กลยุทธ์ ONE GAC 2.0 คือคำมั่นสัญญาที่เรามอบให้กับผู้บริโภคชาวไทย เราจะไม่หยุดพัฒนา เพื่อส่งมอบคุณภาพ นวัตกรรม และประสบการณ์การเดินทางที่ดีที่สุดให้กับทุกคน

AION UT
AION UT รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ล่าสุดที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีล้ำสมัยและสมรรถนะเหนือระดับ สร้างสรรค์นิยามใหม่ของยนตรกรรมไฟฟ้าให้ก้าวล้ำไปอีกขั้น ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ที่มองหารถยนต์ไฟฟ้าที่ทั้งโดดเด่นและเปี่ยมประสิทธิภาพ
AION UT เปิดจองสิทธิ์ให้คุณเป็นเจ้าของแล้ว ในราคาเริ่มต้นที่ 51x,xxx บาท พร้อมรับสิทธิประโยชน์ เมื่อจองรถ AION UT ระหว่างวันที่ 24 มีนาคม – 6 เมษายน 2568 ราคาพิเศษเพียง 49x,xxx บาท
UTMost Design
AION UT ได้รับแรงบันดาลใจจากศิลปะเมืองมิลาน (Milan Design Aesthetics) ผสานเข้ากับเทคโนโลยีล้ำสมัย สร้างสรรค์รูปแบบที่สะท้อนความหรูหราและสไตล์ระดับพรีเมียม โดดเด่นด้วยไฟหน้าแบบ Winky Headlight ที่มีเส้นสายลื่นไหลให้ความรู้สึกมีชีวิตชีวา และ Matrix Cube Light ที่ออกแบบด้วยดีไซน์คิวบิก ผสมผสานความทันสมัยและฟังก์ชันที่ลงตัว ให้แสงสว่างที่โดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์ทั้งกลางวันและกลางคืน

UTMost Comfort
ภายในห้องโดยสารของ AION UT มาพร้อมพื้นที่ด้านหลังขนาดกว้างถึง 1,385 มม. และพื้นที่วางขาสบายมากขึ้นถึง 905 มม. ตอบโจทย์การเดินทางแบบครอบครัวหรือการใช้งานที่ต้องการพื้นที่มากขึ้น เบาะที่นั่งสามารถปรับพับได้เต็มที่ เพิ่มความยืดหยุ่นให้ใช้งานได้หลากหลาย ขณะที่เบาะ Butterfly-shaped Seat ใช้วัสดุระดับพรีเมียม รองรับสรีระอย่างลงตัว ให้ความรู้สึกหรูหราและสบายตลอดการเดินทาง
UTMost Tech
AION UT มาพร้อมระบบ L2 Intelligent Driving ช่วยให้การขับขี่สะดวกและปลอดภัยมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการขับขี่บนทางหลวงหรือในเมือง เสริมความปลอดภัยด้วยระบบ RCTB พร้อมระบบ Voice Control รองรับการสั่งงานด้วยเสียงทั้งภาษาไทยและอังกฤษ ครอบคลุมทั้งที่นั่งด้านหน้าและด้านหลัง เพิ่มความสะดวกสบายให้ทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสารตลอดเส้นทาง
UTMost Safety
AION UT ถูกออกแบบให้ได้มาตรฐานความปลอดภัยระดับ 5 ดาว ด้วยโครงสร้างตัวถังเหล็กกล้าความแข็งแรงสูง 71% และหลังคาที่สามารถรับแรงกดได้เกือบ 7 ตัน พร้อมแบตเตอรี่ Magazine Battery 2.0 ที่ผ่านการทดสอบการบิดตัว 180 องศา โดยไม่เกิดประกายไฟหรือความร้อนสะสม เสริมความมั่นใจในทุกเส้นทาง ด้วยระบบเบรกอัตโนมัติด้วยระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ (AEB) อีกทั้งยังรองรับการชาร์จเร็วที่สามารถเพิ่มพลังงานจาก 30% เป็น 80% ได้ภายใน 24 นาที

M8 PHEV
M8 PHEV นิยามใหม่ของยนตรกรรม MPV ระดับพรีเมียมในประเทศไทย ด้วยเทคโนโลยีเครื่องยนต์ Plug-in Hybrid ผสานพลังการขับเคลื่อนที่ทรงพลังเข้ากับความประหยัดพลังงาน โดดเด่นด้วยดีไซน์หรูหราระดับลักชัวรี และมอบประสบการณ์การเดินทางที่เหนือระดับ สัมผัสความสะดวกสบายขั้นสุด รองรับระยะทางสูงสุดมากกว่า 1,000 กิโลเมตร ต่อการเติมพลังงานหนึ่งครั้ง มอบอิสระในการเดินทางอย่างไร้ขีดจำกัด
M8 PHEV เปิดจองสิทธิ์ให้คุณเป็นเจ้าของแล้ว ในราคาไม่เกิน 2,5xx,xxx บาท พร้อมรับ Luxury Package Upgrade รวมมูลค่ากว่า 200,000 บาท เมื่อจองรถ M8 PHEV ระหว่างวันที่ 24 มีนาคม – 6 เมษายน 2568

M8 PHEV Luxury Package Upgrade
– 17.3 Inches Rear Roof-mounted Suction Screen
– Dynaudio High-end Custom Sound System
– Starry Sky Roof
Master Experience
M8 PHEV ถูกออกแบบให้สะท้อนความประณีตและหรูหราในทุกรายละเอียด โดดเด่นด้วย Master Design ที่ผสานศิลปะเข้ากับเทคโนโลยีล้ำสมัย เติมเต็มเสน่ห์แห่งการเดินทาง ขณะที่ Timeless Headlight ไฟหน้าดีไซน์เหนือกาลเวลา ส่องสว่างทุกเส้นทาง พร้อม Floating Hubcaps ฝาครอบล้อสุดล้ำที่ช่วยเสริมความโดดเด่นให้กับทุกมุมมอง และ Luxurious Leather Seat เบาะหนัง Semi-Aniline คุณภาพสูง ให้สัมผัสนุ่มสบายระดับพรีเมียม

High-end Performance
M8 PHEV ขับเคลื่อนด้วยระบบ 2.0TM Intelligent PHEV ผสานพลังงานระหว่างเครื่องยนต์ 2.0 ลิตร และมอเตอร์ไฟฟ้า พร้อมระบบเกียร์อัจฉริยะ DHT 2 สปีด ให้สมรรถนะทรงพลังควบคู่กับความประหยัด รองรับการเดินทางระยะไกล ด้วย 1,000+ km Ultimate Range ที่สามารถขับขี่ได้ไกลกว่า 1,000 กิโลเมตรต่อการเติมพลังงานหนึ่งครั้ง ขณะที่ L2 Intelligent Driving มอบระบบขับขี่อัจฉริยะที่ช่วยให้ทุกการเดินทางเป็นเรื่องง่ายขึ้น ปิดท้ายด้วย SDC Electromagnetic Suspension ระบบกันสะเทือนอัจฉริยะที่ปรับตัวตามสภาพถนน ช่วยให้การขับขี่นุ่มนวลและมั่นใจยิ่งขึ้น
Deluxe Lifestyle
M8 PHEV มอบความยืดหยุ่นสูงสุดให้กับทุกไลฟ์สไตล์ ด้วย Dynamic Space ที่สามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบที่นั่งได้หลากหลาย ทั้งสำหรับการเดินทางเพื่อธุรกิจหรือทริปครอบครัว อีกทั้งยังรองรับ Family Exclusive Trip ที่ให้คุณเพลิดเพลินไปกับทุกช่วงเวลาแห่งความสุข ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางไกลหรือทริปสั้น ๆ พร้อมฟังก์ชัน V2L ที่รองรับการใช้งานพลังงานจากตัวรถ ให้คุณเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ต่าง ๆ ได้ทุกที่

การเข้าร่วมงานครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของ GAC ในการขยายตลาดยานยนต์พลังงานใหม่ในประเทศไทย และสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการนำเสนอเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยเพื่อยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมยานยนต์พลังงานใหม่ ลูกค้าที่สนใจสามารถเข้าชมและทดลองขับ AION UT และ M8 PHEV รวมถึงรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นอื่นๆ จากแบรนด์ AION และ HYPTEC ได้ที่ บูธ GAC (A22) ภายในงาน Bangkok International Motor Show 2025 ระหว่างวันที่ 24 มีนาคม – 6 เมษายน 2568 หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
Website : https://www.aionauto.com/
Facebook : https://www.facebook.com/AIONthailand
Instagram : https://www.instagram.com/aion_thailand/
Twitter (X) : https://x.com/AION_TH
Tiktok : https://www.tiktok.com/@aion_thailand

ปอร์เช่เผยโฉมนิทรรศการ Electrifying Past. Present. Future. ณ Curvistan Bangkok สะท้อนวิวัฒนาการแห่งยนตรกรรมพลังงานไฟฟ้า

กรุงเทพฯ. ปอร์เช่เปิดตัวนิทรรศการสุดพิเศษ “Electrifying Past. Present. Future.” ณ Curvistan Bangkok พื้นที่สำหรับพบปะสังสรรค์เพื่อร่วมเฉลิมฉลองความหลงใหลในรถยนต์ ศิลปะ และการออกแบบไว้ในที่เดียว นำเสนอประสบการณ์อินเทอร์แอคทีฟที่สะท้อนมุมมองอันเป็นเอกลักษณ์ของปอร์เช่ต่อโลกแห่งยนตรกรรมสปอร์ตพลังงานไฟฟ้า (Electromobility) ถ่ายทอดผ่านการเชื่อมโยง อดีตอันทรงคุณค่ากับปัจจุบันที่เต็มไปด้วยพลัง และ อนาคตที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม

นับตั้งแต่เปิดตัวในเดือนสิงหาคม 2024 Curvistan Bangkok ได้กลายเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญของชุมชนคนรักปอร์เช่และผู้ที่หลงใหลในวัฒนธรรมยานยนต์อย่างแท้จริง ล่าสุด ปอร์เช่เดินหน้านำเสนอประสบการณ์ใหม่ผ่านนิทรรศการ Electrifying Past. Present. Future. ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสนวัตกรรมล้ำสมัยที่ปฏิวัติวงการยนตรกรรมไฟฟ้าสมรรถนะสูง (High-Performance Electrification) ของแบรนด์รถสปอร์ตระดับตำนานจากเยอรมนี โดยนิทรรศการครั้งนี้พร้อมต้อนรับผู้เข้าชมตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคม – 18 สิงหาคม 2025

นิทรรศการครั้งนี้สะท้อน จิตวิญญาณแห่งการบุกเบิกของปอร์เช่ โดยย้อนกลับไปสู่จุดเริ่มต้นในปี 1900 เมื่อ เฟอร์ดินานด์ ปอร์เช่ (Ferdinand Porsche) ได้สร้างสรรค์ “Lohner-Porsche System” ซึ่งถือเป็นมอเตอร์ไฟฟ้าที่ติดตั้งบริเวณดุมล้อคันแรกของโลก และนำเสนอสิ่งประดิษฐ์อันล้ำหน้านี้ต่อสาธารณชนเป็นครั้งแรก ณ งาน Paris Exposition ภายใน Palace of Electricity

กว่า 100 ปีต่อมา ปอร์เช่ยังคงเป็นผู้นำในโลกของยนตรกรรมสปอร์ตพลังงานไฟฟ้า และหนึ่งในไฮไลต์สำคัญของนิทรรศการ Electrifying Past. Present. Future. ครั้งนี้คือการจัดแสดง 918 Spyder ไฮเปอร์คาร์ไฮบริดระดับตำนานที่สะท้อนถึงความก้าวล้ำทางวิศวกรรม ผสานเทคโนโลยีขับเคลื่อนไฟฟ้าเข้ากับ DNA มอเตอร์สปอร์ตของปอร์เช่อย่างสมบูรณ์แบบ มอบทั้งสมรรถนะอันเหนือชั้นและประสิทธิภาพที่โดดเด่น

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของนิทรรศการคือ ปอร์เช่ 919 ไฮบริด (Porsche 919 Hybrid) ตำนานรถแข่งไฮบริดที่สร้างชื่อให้ปอร์เช่ในยุคของยนตรกรรมพลังงานไฟฟ้า รถแข่งคันนี้คว้าชัยชนะ 24 Hours of Le Mans การแข่งขันในสนามเอนดูรานซ์ระดับโลก ถึง 3 ปีซ้อน ในปี 2015, 2016 และ 2017 ถือเป็นสัญลักษณ์แห่งความสำเร็จสูงสุดของปอร์เช่ในสนามแข่งระดับโลก ในเวอร์ชัน “919 Evo” ซึ่งถูกปลดล็อกข้อจำกัดด้านกฎการแข่งขัน รถคันนี้ได้สร้างสถิติเวลาต่อรอบ 5:19.55 นาที บนสนามแข่งระดับตำนาน Nürburgring Nordschleife โดยมี ทิโม่ แบร์นฮาร์ด (Timo Bernhard) นักขับโรงงานของปอร์เช่เป็นผู้ควบคุมพวงมาลัย ซึ่งสถิตินี้ยังคงไร้ผู้โค่นล้มมาจนถึงปัจจุบัน

นิทรรศการนี้เป็นโอกาสพิเศษสำหรับผู้ที่หลงใหลในยนตรกรรมสปอร์ตพลังงานไฟฟ้า ได้สัมผัสนวัตกรรมที่ขับเคลื่อนวงการมาตลอดศตวรรษ และเรียนรู้ถึงแนวทางที่ปอร์เช่กำลังมุ่งสู่อนาคตของ สมรรถนะพลังงานไฟฟ้าแรงสูง (High-Performance Electrification) อย่างแท้จริง

Porsche 919 Hybrid ไม่เพียงเป็นสัญลักษณ์แห่งชัยชนะในสนามแข่ง แต่ยังมีบทบาทสำคัญในประวัติศาสตร์ของปอร์เช่ ในฐานะรถแข่งที่ปูทางสู่การพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีจากโลกของมอเตอร์สปอร์ตสู่ยนตรกรรมบนท้องถนน เทคโนโลยีที่ถูกทดสอบและพิสูจน์สมรรถนะภายใต้สภาวะการแข่งขันอันเข้มข้น ได้กลายเป็นรากฐานสำคัญของยนตรกรรมพลังงานไฟฟ้าสมรรถนะสูงของปอร์เช่ในปัจจุบัน หนึ่งในนวัตกรรมสำคัญที่ได้รับการพัฒนาจากสนามแข่ง คือ เทคโนโลยีระบบไฟฟ้าแรงดัน 800 โวลต์ (800-Volt Technology) ซึ่งได้รับการพิสูจน์แล้วภายใต้สภาวะการแข่งขันที่เข้มข้น และถูกนำมาปรับใช้ในยนตรกรรมสปอร์ตปอร์เช่สำหรับการขับขี่จริง หนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือ ปอร์เช่ ไทคานน์ (Taycan) รุ่นใหม่ ที่ได้รับการปรับโฉมอย่างครอบคลุม เสริมประสิทธิภาพการใช้พลังงานให้สูงสุด พร้อมส่งมอบสมรรถนะที่โดดเด่นในทุกการขับขี่ นวัตกรรมที่ถือกำเนิดจากสนามแข่งสู่ท้องถนนนี้ ตอกย้ำแนวทางของปอร์เช่ในการพัฒนา ยนตรกรรมสปอร์ตพลังงานไฟฟ้าสมรรถนะสูง (High-Performance Electrification) ที่ไม่เพียงมอบประสบการณ์การขับขี่เร้าใจ แต่ยังสะท้อนถึงความก้าวล้ำทางเทคโนโลยีที่ผสานจิตวิญญาณของมอเตอร์สปอร์ตเข้ากับยนตรกรรมแห่งอนาคตได้อย่างสมบูรณ์แบบ

ทดลองขับยนตรกรรมแห่งอนาคต* : สัมผัสประสบการณ์ยนตรกรรมสปอร์ตปอร์เช่พลังไฟฟ้าเต็มรูปแบบ
บทสรุปที่สมบูรณ์แบบรอคอยผู้เข้าชมที่ได้ร่วมเดินทางผ่านเรื่องราว แห่งการพัฒนาเทคโนโลยีไฟฟ้าของปอร์เช่ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน สำหรับผู้หลงใหลในปอร์เช่และผู้สนใจในยนตรกรรมสปอร์ตพลังงานไฟฟ้า
คุณจะได้รับโอกาสพิเศษในการสัมผัสอนาคตของโลกยานยนต์ไฟฟ้าอย่างใกล้ชิด ผ่านประสบการณ์การขับขี่สุดเร้าใจ ที่สะท้อนจิตวิญญาณของปอร์เช่อย่างแท้จริง

Porsche BEV Experience จัดขึ้นควบคู่ไปกันนิทรรศการใหม่ล่าสุดที่ Curvistan Bangkok มอบโอกาสพิเศษให้แขกผู้เข้าชมได้ทดลองขับ* ยนตรกรรรมสปอร์ตปอร์เช่พลังไฟฟ้าเต็มรูปแบบ พร้อมสัมผัสสมรรถนะระดับตำนานในแบบปอร์เช่ ผ่านรุ่นเด่นอย่างไทคานน์ (Taycan) รุ่นใหม่ที่ได้รับการปรับโฉมอย่างครอบคลุมและมาคันน์ (Macan) รถสปอร์ต SUV ไฟฟ้ารุ่นแรกของปอร์เช่ แขกทุกท่านจะได้สัมผัส ความแรง ความแม่นยำ และนวัตกรรมอันเป็นเอกลักษณ์ของปอร์เช่ในสถานการณ์การขับขี่ที่เร้าใจ
*สอบถามและนัดหมายการทดลองขับได้ที่โชว์รูมปอร์เช่อย่างเป็นทางการทุกสาขา
Curvistan Bangkok พื้นที่แห่งวัฒนธรรมยานยนต์ ศิลปะ และการออกแบบ เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08:00 – 22:00 น.ตั้งอยู่บนถนน สุขุมวิท 38 ติดกับสถานีรถไฟฟ้า BTS ทองหล่อ เดินทางสะดวก ใจกลางกรุงเทพฯ พร้อมต้อนรับผู้เข้าชมสู่โลกของยนตรกรรมสปอร์ตระดับตำนาน

นิทรรศการใหม่ล่าสุด Electrifying Past. Present. Future. นำเสนอวิวัฒนาการของยนตรกรรมไฟฟ้าสมรรถนะสูงในแบบปอร์เช่ ถ่ายทอดผ่านประสบการณ์สุดพิเศษที่ผสานเทคโนโลยี นวัตกรรม และจิตวิญญาณแห่งมอเตอร์สปอร์ต นิทรรศการนี้เปิดให้เข้าชมตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคม – 18 สิงหาคม 2025 ร่วมสัมผัสอนาคตแห่งยนตรกรรมพลังงานไฟฟ้าได้แล้ววันนี้ที่ Curvistan Bangkok

SKILL DRIVING EXPERIENCE อบรมขับขี่ปลอดภัยให้สมาชิก สมาคมผู้สื่อข่าวฯ ปี 2568

ชไมพร ปภัสร์พงษ์ ผู้อำนวยการโครงการ “ขับเป็น…ขับปลอดภัย กับ สื่อสากล” สนับสนุนการอบรมขับขี่ปลอดภัย ให้สมาชิกสมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย ปี 2568 เพื่อเรียนรู้วิธีแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน เพิ่มทักษะการขับขี่ ให้รอดพ้นจากอุบัติเหตุ และอันตรายบนท้องถนน โดยครูฝึกมืออาชีพระดับแนวหน้าของเมืองไทย ณ สนามปทุมธานี สปีดเวย์ เมื่อวันที่ 15-16 มีนาคม 2568

นอกจากนี้ ยังเปิดอบรมขับขี่ปลอดภัย หลักสูตรพื้นฐาน สำหรับบุคคลทั่วไปอีก 4 ครั้ง ในปี 2568 ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ skilldriving.imc.co.th หรือ facebook.com/SkillDriving

ปอร์เช่พานาเมร่า และปอร์เช่ไทคานน์ โดดเด่นเหนือใครปอร์เช่ ประเทศไทย คว้าสองรางวัลอันทรงเกียรติจากงาน Car of the Year 2025

กรุงเทพฯ – ปอร์เช่ ประเทศไทย ได้รับเกียรติคว้าสองรางวัลอันทรงเกียรติจากงาน Car & Bike of the Year 2025 Award Ceremony ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านสมรรถนะยนตรกรรม การออกแบบ และนวัตกรรมในอุตสาหกรรมยานยนต์

รางวัลนี้จัดขึ้นโดย บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) และสมาคมวิศวกรรมยานยนต์ไทย ซึ่งเป็นการยกย่องยนตรกรรมและจักรยานยนต์ที่ดีที่สุดในประเทศไทย โดยพิจารณาจากเกณฑ์ต่างๆ เช่น สมรรถนะ ประสิทธิภาพ ความปลอดภัย นวัตกรรม ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และการออกแบบ ยิ่งไปกว่านั้น รถแต่ละคันต้องผ่านการทดสอบการขับขี่อย่างเข้มข้นในสนามปิด เพื่อประเมินคุณสมบัติที่จำเป็น เช่น การควบคุมพวงมาลัย สมรรถนะของระบบกันสะเทือน กำลังเครื่องยนต์ และอัตราเร่ง

รถที่เข้าร่วมประกวดจะถูกทดสอบและประเมินโดยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งประกอบด้วยนักข่าวสายยานยนต์จากสมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์ไทย คณะกรรมการจากสมาคมวิศวกรรมยานยนต์ สถาบันวิจัยชั้นนำจากมหาวิทยาลัยในประเทศไทย ตลอดจนผู้เชี่ยวชาญอิสระ

ภายในงาน Car & Bike of the Year 2025 แบรนด์รถสปอร์ตระดับตำนานจากเยอรมนีอย่างปอร์เช่ ได้รับการยกย่องในกลุ่มรถยนต์ซีดานระดับหรู โดย พาราเมร่า 4 อี-ไฮบริด (Panamera 4 E-Hybrid) รุ่นใหม่ล่าสุด คว้ารางวัลชนะเลิศในหมวด Best Plug-in Hybrid Sport Sedan ด้วยระบบไฮบริดอันล้ำสมัยที่ผสานการทำงานอย่างชาญฉลาดกับเกียร์อัตโนมัติ PDK และเครื่องยนต์เบนซิน V6 บิทวินเทอร์โบ ขนาด 2.9 ลิตร ซึ่งได้รับการพัฒนาใหม่อย่างสมบูรณ์แบบ

ในหมวด Sport Sedan EV ซึ่งมีการแข่งขันที่ดุเดือด ไทคานน์ (Taycan) รุ่นใหม่ล่าสุด ที่ได้รับการปรับโฉมครั้งใหญ่สามารถเอาชนะคู่แข่งและคว้ารางวัลไปครอง ด้วยสมรรถนะที่เหนือกว่า ทั้งพลังขับเคลื่อนที่มากขึ้น ระยะทางวิ่งที่ไกลขึ้น อัตราเร่งที่เร็วขึ้น และระบบชาร์จที่รวดเร็วยิ่งขึ้น พร้อมเสถียรภาพที่ดียิ่งกว่าเดิม

อีกทั้งไทคานน์ (Taycan) ทุกรุ่นยังมาพร้อมอุปกรณ์มาตรฐานที่ครบครันและระบบ Porsche Driver Experience รุ่นล่าสุด

รางวัลทั้งสองนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของปอร์เช่ในการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ผสานดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์เข้ากับสมรรถนะเหนือระดับ และมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เร้าใจในกลุ่มรถยนต์สมรรถนะสูงระดับลักซ์ชัวรี นอกจากนี้ โครงการระดับภูมิภาคอย่าง Porsche x Shell High Performance Charging Network ยังช่วยให้ลูกค้าชาวไทยสามารถเดินทางไกลด้วยรถยนต์ไฟฟ้าได้อย่างไร้กังวล ตั้งแต่ประเทศไทยไปจนถึงสิงคโปร์

คุณไมเคิล เวตเตอร์ กรรมการผู้จัดการ ปอร์เช่ ประเทศไทย กล่าวถึงความสำเร็จครั้งนี้ว่า “เรารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับรางวัลอันทรงเกียรติในงาน Car & Bike of the Year Award Ceremony ในปีนี้ ปอร์เช่มุ่งมั่นพัฒนาและผลักดันขีดจำกัดของยนตรกรรมอยู่เสมอ โดยผสมผสานนวัตกรรมเข้ากับมรดกอันทรงคุณค่า เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือระดับ รางวัลนี้เป็นสิ่งยืนยันถึงความทุ่มเทของเราในการนำเสนอรถยนต์สมรรถนะสูงที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า และตอบโจทย์ลูกค้าในประเทศไทยทั้งในปัจจุบันและอนาคต”

คุณชุลีภรณ์ เอื้อดิลกกุลธร ผู้อำนวยการฝ่ายขาย ปอร์เช่ ประเทศไทย กล่าวเสริมว่า “ความสำเร็จของปอร์เช่ในงาน Car of the Year 2025 ตอกย้ำความสามารถของเราในการกำหนดนิยามใหม่ให้กับความหรูหราและสมรรถนะในกลุ่มรถยนต์ไฮบริดและไฟฟ้า ในขณะที่อุตสาหกรรมยานยนต์มุ่งไปสู่การขับเคลื่อนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ปอร์เช่ยังคงเป็นผู้นำในการมอบนวัตกรรมล้ำสมัยและประสบการณ์การขับขี่ที่เร้าใจให้กับลูกค้า

Kid D Project ค่ายลมหายใจไร้มลทิน ประจำปี 2568

มูลนิธิลมหายใจไร้มลทิน ร่วมมือกับ กรมกิจการเด็กและเยาวชน (ดย.) จัดโครงการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ Kid D Project ภายใต้กิจกรรมค่ายลมหายใจไร้มลทิน ประจำปี 2568 ด้วยแนวคิด “ซื่อสัตย์ สร้างรับผิดชอบ รักษาสิ่งแวดล้อม” เพื่อขยายเครือข่ายเด็ก และเยาวชน โดยมีผู้ร่วมกิจกรรมรวมกว่า 60 คน ณ M2 de Bangkok Hotel เมื่อวันที่ 14-15 มีนาคม 2568 
ผู้สนใจสามารถติดตามกิจกรรมต่างๆ ของมูลนิธิ “ลมหายใจไร้มลทิน” ได้ที่ lomhaijai.org dcy.go.th และ facebook.com/LomhaijaiFoundation

เตรียมพบกับประสบการณ์สุดพิเศษ! ปอร์เช่ 911 GTS เปิดตัวครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 46

ปอร์เช่ ประเทศไทย โดย เอเอเอส กรุ๊ป ผู้นำเข้ารถยนต์ปอร์เช่อย่างเป็นทางการ ขอเชิญทุกท่านสัมผัสประสบการณ์สุดพิเศษกับยนตรกรรมสปอร์ตหลากหลายรุ่นที่บูธปอร์เช่ (A15) ณ งาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 46 ระหว่างวันที่ 24 มีนาคม – 6 เมษายน 2568 ณ อิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1-3 เมืองทองธานี 

ไฮไลท์เด่นคือการปรากฏโฉมอย่างเป็นทางการในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  ของปอร์เช่ 911 จีทีเอส            (911 GTS) ที่มาพร้อมระบบไฮบริดสมรรถนะสูงที่พัฒนาขึ้นจากเทคโนโลยีมอเตอร์สปอร์ต (T-Hybrid) ช่วยเพิ่มพละกำลัง โดยยังคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์ของ 911 อย่างครบถ้วน

นอกจากนี้ บูธปอร์เช่ยังนำเสนอรถยนต์รุ่นพิเศษที่สะท้อนความหลากหลายของแบรนด์ ไม่ว่าจะเป็น            ไทคานน์ 4 ครอส ทัวริสโม่ (Taycan 4 Cross Turismo) ที่มาพร้อม Performance Roof Box ช่วยเพิ่มพื้นที่ในการเก็บสัมภาระให้เข้ากับทุกไลฟ์สไตล์, คาเยนน์ เอส อี-ไฮบริด คูเป้ (Cayenne S E-Hybrid Coupé) ที่มาพร้อมเต็นท์ Porsche Roof Tent รวมถึง 718 เคย์แมน สไตล์ อิดิชั่น (718 Cayman Style Edition), พานาเมร่า 4 อี-ไฮบริด (Panamera 4 E-Hybrid) และ มาคันน์ (Macan) ยนตรกรรมสปอร์ตพลังงานไฟฟ้าใหม่ล่าสุดที่ผสานดีไซน์เหนือกาลเวลาเข้ากับเทคโนโลยีล้ำสมัย พร้อมกับการจับมือร่วมกับ Curvistan Bangkok พื้นที่ไลฟ์สไตล์แห่งใหม่ในย่านทองหล่อ ที่จะมาเติมเต็มบรรยากาศปอร์เช่ คอมมูนิตี้ ภายในบูธ ให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสเสน่ห์ของปอร์เช่ เหมือนอยู่ในห้องนั่งเล่นสุดหรูและสะดวกสบายของคนรักรถสปอร์ต

ขอเชิญทุกท่านมาสัมผัสบรรยากาศของปอร์เช่ คอมมูนิตี้ สมรรถนะอันทรงพลัง และเทคโนโลยีล้ำสมัยที่พร้อมตอบสนองทุกการขับขี่ พร้อมรับข้อเสนอสุดพิเศษ อย่าพลาดโอกาสสัมผัสประสบการณ์สุดพิเศษนี้ที่  บูธรถยนต์ปอร์เช่ ณ งาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 46 ระหว่างวันที่ 24 มีนาคม –           6 เมษายน 2568 ณ บูธ A15 อิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1-3 เมืองทองธานี 

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น